ประกาศ !! วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว งดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม

พิษแล้ง ทำวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ ต้องประกาศงดให้ นักท่องเที่ยว เข้าเยี่ยมชม หลังขาดแคลนน้ำใช้

วันนี้ (28เม.ย.) ที่วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ แหล่งปฏิบัติธรรมและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.เพชรบูรณ์ ได้เกิดความฮือฮาขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่วัดได้นำป้ายประกาศแจ้งปิดและงดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมเป็นการชั่วคราว

695247-01

โดยชี้แจงถึงสาเหตุว่า ทางวัดกำลังประสบปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ทำให้ขาดแคลนน้ำสาธารณูปโภค สำหรับใช้ในห้องน้ำและห้องสุขา รวมทั้งน้ำใช้อื่น ๆ แม้ทางส่วนราชการจะให้ความช่วยเหลือเต็มที่แล้วก็ตาม ทางวัดจึงมีความจำเป็นต้องขอปิดและงดให้บริการผู้มาเยี่ยมชมเป็นการชั่วคราว เพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบแก้ไขปัญหาต่อไป

695247-02

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการปิดป้ายของวัดดังกล่าว ทำให้นักท่องเที่ยวที่ทยอยเดินทางเข้าไป โดยคาดหวังจะไปเยี่ยมชมศาสนสถานภายในวัด ต่างแสดงความผิดหวัง และได้แต่เดินชมสถานที่บริเวณนอกวัด จากนั้นพากันทยอยเดินทางกลับท่ามกลางเสียงบ่นและตัดพ้อต่อว่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาไกล ขณะเดียวกัน ร้านค้ารอบบริเวณวัดหลังได้รับทราบประกาศดังกล่าว ต่างเริ่มโอดครวญ เนื่องจากอาจต้องปิดกิจการหากไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา

ที่มา INN

วัฒนาออกโรงโต้!ทหารไม่มีอำนาจคุมตัวคนผิดพ.ร.บ.คอมฯ!?

“วัฒนา เมืองสุข” FB ทหารไม่มีอำนาจคุมตัวคนผิด พ.ร.บ.คอมพิเตอร์ ชี้ชัดละเมิดสิทธิ์ อ้าง UN พ.ร.บ.ประชามติ ขัดหลักสิทธิมนุษยชน

วันที่ 28 เม.ย.59 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 ไม่รวมความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ดังนั้น การที่ทหารควบคุมตัวบุคคล 10 คน จึงถือเป็นการกักขังบุคคลโดยไม่มีอำนาจ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ขัดกับข้อ 9 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่บัญญัติว่า “บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศตามอำเภอใจไม่ได้”65-0

ทั้งนี้ นายวัฒนา ยังระบุ ประชาคมโลกกำลังกังวลกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ดังที่ปรากฏตามหนังสือของข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, หนังสือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา และรายงานการประชุมของรัฐสภาอาเซียน ดังนั้น เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นเรื่องของมนุษยชาติ

จึงทำให้นานาชาติสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องได้ โดยไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และที่น่าสังเกตคือข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ และรัฐสภาอาเซียนได้พูดถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อสร้างความหวาดกลัว และปิดกั้นการโต้เถียง เท่ากับสหประชาชาติและรัฐสภาอาเซียนเห็นตรงกันว่ากฎหมายประชามติมีบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน จึงวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายของเราได้ โดยไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน

ที่มา Inn 

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ญี่ปุ่น ไม่รอช้าจด กัญชา – ใบกระท่อม เป็นยา

เพจหนุนกัญชาให้เป็นพืชถูกกฎหมาย เผย ญี่ปุ่น จดสิทธิบัตรกัญชา – ใบกระท่อม เป็นยารักษาโรคแล้ว โดยเฉพาะมะเร็ง ขณะที่คนในเน็ตต่างแสดงความเห็นทั้งหนุนและต้าน

วานนี้ (27 เม.ย. 59) เพจ กัญชาคือยารักษามะเร็ง ได้มีการโพสต์ข้อมูลว่า ทางการของญี่ปุ่นได้มีการจดสิทธิบัตรให้กัญชา เป็นยารักษามะเร็ง ขณะที่ใบกระท่อมก็ถูกจดสิทธิบัตรเป็นยารักษาโรคได้แล้วเช่นกัน โดยเพจดังกล่าวมีข้อความระบุว่า

กัญชา, กระท่อม, ข่าวญี่ปุ่น,

ไม่รู้จะดีใจ หรือเสียใจดี หลังจากที่ ญี่ปุ่นจดสิทธิบัตร กัญชา คือยารักษามะเร็ง ไปแล้ว กระท่อม สมุนไพร ที่กฏหมายไทยบรรจุไว้ในยาเสพติดประเภทที่ 5 ก็ถูกประเทศญี่ปุ่นจดสิทธิบัตร เป็นยา อีกแล้วครับ
อ่านเป็นภาษาอังกฤษได้ที่นี่ http://speciosa.org/japanese-universities-patent-kratom/

ขอแสดงความยินดีด้วยครับ โดยญี่ปุ่น จดสิทธิบัตร กัญชาคือยารักษามะเร็ง เมื่อ คศ.2013 ตามมาด้วยการจดสิทธิบัตร กระท่อม เป็นยา ล่าสุด เมื่อ คศ.2014 ทั้งกัญชาและกระท่อม อยู่ในรายการยาเสพติดประเภท 5 ตามกฎหมายไทย ที่คนไทย ไม่สามารถทำการวิจัยได้

นอกจากกัญชา จะมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งแล้ว ใบกระท่อม ก็มีสารที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น มีผลวิจัยยืนยัน อ่านได้ที่ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/25081682
แสดงว่า ในใบกระท่อม มีประโยชน์ทางยาหลายอย่าง ซึ่งรอการค้นพบ และนำไปจดสิทธิบัตรอยู่ https://en.wikipedia.org/wiki/Mitraphylline, www.facebook.com/cancerthai

ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น โดยนำประสบการณ์ที่เคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับประโยชน์ทางยาของกัญชา และใบกระท่อมมาเผยแพร่ต่อ โดยเฉพาะผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pollayut Aueamsaranworakul ที่ระบุเรื่องเล่าวว่า  ยายแถวบ้านผมไม่เคยไปตรวจร่างกาย พอแก่ตัวลงแกได้ไปตรวจพบว่าน้ำตาลขึ้นยายเป็นเบาหวาน

เลยนัดวันให้มาตรวจใหม่อีก3เดือน พอกลับบ้านมาเล่าให้ตาฟัง ตาเลยเอากระท่อมให้ยายเคี้ยว (ตาเคี้ยวมานานแล้ว) ซึ่งยายก็ได้เคี้ยวทุกวัน ผ่านไป 3 เดือนไปตรวจอีกที น้ำตาลลดแทบจะเป็นปกติ ถึงขั้นหมอตกใจ หลังจากนั้นยายก็ไม่ไปพบแพทย์อีกเลย ยายเลยบอกผมว่า กระท่อมเนี่ยรักษาเบาหวาน(ลดน้ำตาลในร่างกาย)ได้เป็นอย่างดีเชียวแหละ

ด้านคุณ Krit Chotipan เผยว่า ที่เขาตั้งเป็นสิ่งเสพติดเพราะลูกหลานเอาไปต้มกันใส่ยาแก้ไอใส่โน้นนี้เพิ่มไปเพื่อความมึน. จริงๆ เหล้าก็มีขายในเซเว่น ให้พ่อซื้อมาให้ก็จบจะเอามึนขนาดไหนเหล้าขาวก็มี อย่าเอาแต่โทษรัฐบาล ให้โทษตัวเองบ้างว่าทำหน้าที่ประชาชนดีแล้วหรือดูแลลูกและครอบครัวดีแล้วหรือ ถ้าดีแล้วทำเต็มที่แล้ว ค่อยมาด่ารัฐ ผมไม่ได้เข้าข้างรัฐบาลชุดไหน แค่อยากให้ลองมองรอบตัวในชุมชนดู ที่ท่านสอนอยู่นั้นเขาเรียกว่าอนาคตหรอครับ

ส่วนคุณ เกรียงสิทธิ์ ชูเกื้อ บอกว่า ผมว่าถ้าให้กัญชาและกระท่อมถูกกฏหมาย พวกนายทุนชั่วๆ และข้าราชการชั่วๆ ก็จะสูญเสียผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากการผลิตหรือค้ายาเสพติดประเภทที่ 1 เช่น พวกยาบ้า เป็นต้น เพราะถ้าให้ยาสมุนไพรไทยจำพวกพืชกระท่อม กัญชาเป็นพืชที่ถูกกฏหมายมันก็หาง่ายมีอยู่ทั่วๆ ไปตามธรรมชาติ และสามารถปลูกหรือผลิตกันเองได้ทั่วๆ ไป แล้วต่อไปใครจะไปสนใจยาเสพติดประเภทที่ 1 ละครับซึ่งมันทั้งแพงและทั้งอันตราย…

ขณะที่คุณ Natsuda Bew บอกว่า ของทุกอย่างมันเป็นยาได้หมดแหละ ถ้ามันรู้จักวิธีใช้อย่างถูกต้อง แต่สำหรับประเทศเราบางคนมันไม่ได้เอามากินเป็นยารักษาโรคไง เห็นเด็กส่วนใหญ่ต้มกินใส่สารตะกั่ว, ใส่โค้ก, ใส่ยาแก้ไอละได้ประโยชน์ตรงไหน อย่าว่าแต่คนอื่น เขาไม่สนับสนุนเพราะคนบางคนมันยังเอาไปใช้ให้เป็นยาเสพติดไง

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News