ชาวจีนทั่วประเทศ ยกย่องคุณแม่ใจบุญ ให้เด็กทารกถูกทิ้งดื่มนมจากอก

ชาวจีนทั่วประเทศ ยกย่องคุณแม่ใจบุญ ให้เด็กทารกถูกทิ้งดื่มนมจากอก

วานนี้ (16 พ.ค.) สำนักข่าว ‘เซี่ยงไฮ้อิสต์’ สื่อท้องถิ่นในประเทศจีน เผยแพร่ภาพถ่ายที่ถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ของประเทศจีนอย่างกว้างขวาง กรณีที่มีเด็กทารกเพศหญิงรายหนึ่งถูกทิ้งไว้ในกล่องบนถนนเซียนหยาง พร้อมกับ นม 1 ถุง และเงิน 100 หยวน หรือราว 500 บาท

breastfeed_baby2

เด็กทารกส่งเสียงร้องไห้ ทำให้ชาวบ้านในระแวกดังกล่าว พยายามเข้ามาปลอบ แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งมีหญิงสาวคนหนึ่ง ได้สละน้ำนมจากอกให้ทารกน้อยจนกระทั่งเด็กนิ่งหลับไป

breastfeed_baby

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาถึงที่ที่เด็กถูกทิ้งไว้ และนำตัวทารกน้อยไปยังสถานสงเคราะห์เด็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เด็กมีอาการสมองพิการ กระนั้นเธอเป็นเพียงหนึ่งในทารกพิการที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง โดยในแต่ละปีที่ประเทศจีน จะมีทารกพิการ

อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยในประเทศจีนเปิดเผยรายงานนโยบายสวัสดิการเด็กจีนประจำปีว่า ในอนาคต อาจมีเด็กทารกถูกพ่อแม่ทอดทิ้งจาก 30,000 คนเป็น 50,000 คน

ที่มา shanghaiist

กรุงเทพฯติด1ใน10เมืองระดับโลก ที่เสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง!

เผย! กรุงเทพฯ ติด 1 ใน 10 เมืองใหญ่ระดับโลก ที่เสี่ยง “น้ำท่วม” อย่างรุนแรง 
วันที่ 17 พ.ค.59 กองทุนคริสเตียน เอด ซึ่งเป็นกองทุนการกุศลที่มีสำนักงานใหญ่ในอังกฤษ เผยแพร่รายงานเรื่อง “Act Now pay Later” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเสี่ยงของประชากรโลกที่อาศัยในเมืองใหญ่และเมืองชายฝั่งทั่วโลกที่อาจเผชิญกับภาวะน้ำท่วมรุนแรงอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก

RANGSIT, THAILAND - OCTOBER 24:  Flood victims make their way through the high waters along the flooded streets October 24, 2011 in Rangsit on the outskirts of Bangkok, Thailand. Hundreds of factories closed in the central Thai province of Ayutthaya and Nonthaburi as the waters come closer to threaten Bangkok as well. Around 350 people have died in flood-related incidents since late July according to the Department of Disaster Prevention and Mitigation. Thailand is experiencing the worst flooding in 50 years with damages running as high as $6 billion which could increase of the floods swamp Bangkok.  (Photo by Paula Bronstein/Getty Images)

โดยเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา จีน และ อินเดีย ติดกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมรุนแรง ขณะที่กรุงเทพมหานครก็ติดอยู่ในกลุ่ม 1 ใน 10 อันดับแรกของกลุ่มเมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยในกลุ่มนี้ยังรวมถึง เมืองโกลกัตตา มุมไบ ในอินเดีย, กรุงธากา เมืองหลวงบังกลาเทศ, เมืองกวางโจว และนครเซี่ยงไฮ้ ในจีน, เมืองโฮจิมินห์ ซิตี้ เมืองไฮฟอง ในเวียดนาม, เมืองย่างกุ้งในพม่าและเมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา
โดยเมืองใหญ่ที่เผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้ ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ซึ่งในอนาคตเมืองเหล่านี้ต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ประชากรยากจนในเมืองเหล่านี้จะไม่มีโอกาสฟื้นตัวทั้งยังมีแนวโน้มว่าประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน

อ่านเพิ่มเติม .js100.

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

‘เชฟรอนไทย’ เตรียมปลดพนักงาน 800 คน มีผล 1 ส.ค.นี้

‘เชฟรอนไทย’ ปรับโครงสร้างตามนโยบายบริษัทแม่ เตรียมปลดพนักงาน 800 คน  มีผล 1 ส.ค.นี้

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า จากการเข้าพบนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานว่า บริษัทได้รายงานแผนการปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อลดต้นทุนตามนโยบายบริษัทแม่ที่ให้ดำเนินการทั่วโลก ภายหลังภาวะราคาน้ำมันตลาดโลกตกต่ำ โดยในปี 2559 เชฟรอนประเทศไทย มีเป้าหมายจะลดต้นทุน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 17,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งของแผนลดต้นทุน คือ ลดบุคลากรของบริษัทลง 20% หรือคิดเป็นประมาณ 800 คนจากพนักงานเชฟรอน และพนักงานบริษัทผู้รับเหมาส่วนของคนไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

604811

นายไพโจน์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างองค์กรของเชฟรอนนับเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้ได้ปรับโครงสร้างจากบริษัท ยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด มาเป็นเชฟรอนในปี 2548 โดยแผนการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบแหล่งสัมปทานเอราวัณของเชฟรอนในอ่าวไทยที่จะสิ้นสุดระยะเวลาสัมปทานปี 2565 โดยบริษัทได้เสนอความเห็นทั้งหมดไปยังกระทรวงพลังงานแล้ว รอเพียงรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งทุกอย่างควรจะเจรจาให้ได้ข้อยุติภายในต้นปี 2560 เพื่อบริษัทจะได้วางแผนการลงทุนรักษากำลังผลิตได้ต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูล  มติชน

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News