ลุงวัย 63 ขายผัดไทยโบราณราคาถูก ทำรายได้ถึงวันละกว่า 2,000 บาท

คุณลุงชาวจังหวัดแพร่ ขายผัดไทย โบราณบนรถหกล้อ จอดขายถึงจังหวัดเชียงใหม่ในราคาเพียงห่อละ 10 บาท ขายได้วันละกว่า 2,000 บาท 

คุณลุงณรงค์ บุญตุ้ย อายุ 63 ปี ชาวอำเภอสอง จังหวัดแพร่ นำรถบรรทุกหกล้อมาดัดแปลงทำเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวผัดไทย โดยใช้กระบะหลังรถในการบรรทุกอุปกรณ์ทุกอย่าง เปิดเป็นร้านผัดไทยสูตรโบราณชื่อร้านเผด็จศึก จอดขายอยู่ริมถนนบ้านขะจาว ต.ฟ้าฮ่าม อ.เมืองเชียงใหม่ แต่ละวันมีประชาชนมาแวะซื้อไปรับประทานคนละตั้งแต่ 2 ห่อ ไปจนถึง 10 ห่อ

cats

เนื่องจากขายถูกราคาห่อละ 10 บาท แต่ละวันมีรายได้มากเกือบ 2,000 บาท เนื่องจากเป็นที่สะดุดตาเพราะเปิดขายบนรถบรรทุกหกล้อไม่เหมือนใคร แถมซื้อ 5 ห่อขึ้นไปยังคืนกำไรแถมให้อีก 1 ห่อ ทุกวันนี้ขายผัดไทยหกล้อจนส่งลูกชายและลูกสาวเรียนจบปริญญาตรีเป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัว โดยที่รถหกล้อก็มีภาพถ่ายของลูกชายและลูกสาวติดอยู่เป็นกำลังใจ

คุณลุงณรงค์ บอกว่า เดิมทีรถบรรทุกหกล้อคันนี้ใช้รับจ้างขนดิน แต่ระยะหลังมีงานจ้างน้อย ประกอบกับมีสูตรผัดไทยโบราณ จึงนำรถหกล้อคู่ใจเปลี่ยนมาขายก๋วยเตี๋ยวผัดไทยแทน โดยในการทำผัดไทยจะผัดลงในกระทะใบใหญ่ครั้งละ 10 กิโลกรัม ใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กปรุงในกระทะกับน้ำตาลทราย น้ำตาลปิ๊บ น้ำอ้อย  เต้าเจี้ยว ซีอิ้วดำ และ ที่สำคัญต้องมีน้ำมะขามเปียกคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ไข่เจียว ถั่วลิสง ถั่วงอก และ ใบต้นหอม ห่อขายรสชาติอร่อยถูกปากคนเชียงใหม่ แต่ละวันขายดีเพราะอร่อยและขายในราคาถูก

นางเนตรนภา รัชนี อายุ 54 ปี ลูกค้าที่มาซื้อไปรับประทานบอกว่าราคาถูกมากแถมอร่อย ซื้อรับประทานครั้งละ 2 ห่อ อิ่มไปได้ 1 มื้อ รวมทั้งซื้อไปฝากคนในครอบครัวรับประทานคนละ 2 ห่อ ทั้งสามี ลูก ๆ และ มารดารับประทาน ทำให้ประหยัดเงินได้เป็นอย่างดี ถือว่าราคาถูกที่สุด

MThai News

สะเทือนใจ! พบสุนัขไซบีเรียน 3 ตัว ถูกปล่อยทิ้งลำพัง จนหิวโซหลายวัน

เร่งช่วยเหลือสุนัขไซบีเรียน ฮัสกี้ 3 ตัว หลังถูกเจ้าของทิ้งให้อยู่กันลำพังในบ้านพัก จนหิวโซ เบื้องต้น โยนอาหารบางส่วนเข้าไปให้สุนัขกินประทังชีวิต

กลายเป็นเรื่องราวสุดสะเทือนใจคนรักสุนัขอย่างมาก สำหรับภาพไซบีเรียน 3 ตัว อยู่ในอาการหิวโซ ที่ถูกแชร์มาจาก ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ @AkaravutTV9 ผู้สื่อข่าวช่อง 9 ซึ่งได้โพสต์ภาพดังกล่าว พร้อมข้อความระบุว่า

พบสุนัขไซบีเรียน ฮัสกี้ 3 ตัว ถูกเจ้าของทิ้งในอยู่ภายในบ้านพักหลังหนึ่ง ย่านนนทบุรี เป็นเวลาหลายวันแล้ว ทั้งนี้ ยังติดต่อเจ้าของไม่ได้ เบื้องต้น สมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ได้โยนอาหารบางส่วนเข้าไปในบ้าน เพื่อให้สุนัขทั้ง 3 ตัว กินประทังชีวิต

จากนั้น ทวิตเตอร์ @AkaravutTV9 ได้รายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมว่า โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ยืนยันว่า จะติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือสุนัขทั้ง 3 ตัวเท่าที่ทำได้ แม้จะเอาออกมาไม่ได้ เพราะติดข้อกฎหมายก็ตาม

ขอบคุณภาพจาก @AkaravutTV9

MThai News

ยายโร่แจ้งความ อ้างหลานชายวัย 14 ถูกครูทำโทษ ใส่กุญแจมือ-เตะเข้าสีข้าง

ยายโร่แจ้งความ อ้างหลานชายวัย 14 ถูกครูประจำชั้นทำโทษ โดยการใส่กุญแจมือ-เตะเข้าสีข้าง 

วานนี้(30 ก.ย.) เวลา 13.00 น. นางตุ้ม (นามสมมุติ) พาหลานชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดัง ย่านปากน้ำ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ ว่าถูกครูประจำชั้นทำโทษด้วยวิธีการล็อกมือแล้วเตะ แทนการตี ทำโทษที่ไปแกล้งเพื่อนด้วยการนำโทรศัพท์มือถือของเพื่อนไปทิ้ง

หลายชาย เล่าว่า วันก่อนตนทะเลาะกับเพื่อนนักเรียนหญิงสองคน สาเหตุมาจากเพื่อนหญิงทั้งสองแกล้งตน โดยการเอาหนังสือไปซ่อนไว้ใต้โต๊ะของเพื่อนอีกคน ด้วยความโมโห จึงได้แย่งเอาโทรศัพท์เพื่อนหญิงทั้งสองโยนทิ้งออกไปทางหน้าต่าง ทำให้โทรศัพท์ทั้งสองเครื่องได้รับความเสียหาย แต่ยายได้มาชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงิน 5,500 บาทแล้ว เรื่องยุติลง แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระหว่างเรียนอยู่กับครู แต่มีเพื่อนไม่มีหนังสือเรียน จึงให้ตนไปซื้อหนังสือให้เพื่อน แต่เมื่อกลับมาถึงห้องครูถามว่า วันก่อนทะเลาะกับเพื่อนแล้วเอามือถือเพื่อนไปทิ้งใช่ไหม จึงได้ตอบว่าใช่ แต่ได้ชดใช้ไปแล้ว จู่ๆ ครูเอากุญแจมือมาล็อกมือของตนไว้ พร้อมสอบสวนกระทั่งได้อธิบายว่ามันจบไปแล้ว จึงยอมถอดกุญแจออก ก่อนจะใช้เท้าเตะที่ข้างเอวหลายที

ด้านนางตุ้ม เผยว่า ก่อนหน้านี้ครูของโรงเรียนติดต่อมาว่า หลานชายได้แกล้งเพื่อนด้วยการโยนโทรศัพท์มือถือของเพื่อนทิ้ง จึงเดินทางไปเจรจา และชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ปกครองของเพื่อน แต่เหตุการณ์กลับไม่จบ หลานชายกลับบ้านมาบอกว่าถูกครูประจำชั้นทำโทษ ด้วยการล็อกมือไว้ และเตะที่หลัง 3 ครั้ง ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการทำโทษที่ไม่สมควร ซึ่งก็ได้ไปพบ ผอ.ของโรงเรียนดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รับผิดชอบ

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบื้องต้นไว้ โดยจะเรียกครูประจำชั้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงอีกครั้งว่า เหตุการณ์เป็นไปตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างหรือไม่ หากพบว่าเข้าข่ายทำร้ายร่างกายก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา สำนักข่าวไทย

MThai News