ซูเปอร์โพล เผยปชช. มองสังคมไทยไม่มีความเป็นธรรม ชี้ถึงเวลาปฏิรูป

ซูเปอร์โพล เผย ปชช. มองสังคมไทยไม่มีความเป็นธรรม ชี้ ถึงเวลาต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเต็มตัว หวัง นายกฯ เป็นที่พึ่งมากที่สุด

ชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อการวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง ความเป็นธรรมในสังคมไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ 1,246 คน ระหว่างวันที่ 14-20 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 83.3 มองว่า ความเป็นธรรมของสังคมไทยวันนี้ มีน้อยถึงไม่มีเลย โดยที่ ร้อยละ 88.1 เชื่อว่า ระบบการวิ่งเต้นในกระบวนการบยุติธรรมมีจริง และร้อยละ 51.2 เชื่อว่า มีกระบวนการรับจ้างทำผิด

ทั้งนี้ ประชาชน เชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะเป็นที่พึ่ง และความหวัง ด้านความเป็นธรรมได้ ถึงร้อยละ 89.8  และ ร้อยะละ 94.6 ระบุ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

ตำรวจรวบ 2 เยาวชน อายุ 13 ปี ร่วมกันฆ่าชิงไอโฟน

ตำรวจ ตามรวบเยาวชน อายุ 13 ปี ร่วมพี่ชาย ใช้อาวุธมีด ชิงทรัพย์ไอโฟน ผู้เสียหาย ย่านสุทธิสาร

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงข่าวจับกุม นายอิทธิพล เขตสุวรรณ อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุ ใช้อาวุธมีดชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือไอโฟน พื้นที่ สน.สุทธิสาร เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา หลัง ตำรวจ สน.สุทธิสาร จับกุมตัวได้ที่บ้านพักย่านประชาราษฎร์บำเพ็ญ โดยหนึ่งในผู้เสียหายที่ปรากฏในคลิปวงจรปิดและมีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียได้เข้ามาชี้ตัวผู้ต้องหาด้วย

นายอิทธิพล ให้การยอมรับว่า ร่วมกับ ด.ช.เบิร์ด (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ก่อเหตุชิงทรัพย์โทรศัพท์มือถือจากผู้เสียหาย หน้าร้านสะดวกซื้อ ย่านประชาสงเคราะห์ จากผู้เสียหายตามที่ปรากฏในสื่อโซเชียลจริง โดยก่อนหน้านี้ ตนเคยเสพกัญชา ส่วน ด.ช.เบิร์ด ที่อายุเพียง 13 ปี เพิ่งพ้นโทษออกมาหลังก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง ได้ชักชวนตนให้มาร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้ พักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.เอกชนแห่งหนึ่ง เนื่องจาก หลังก่อเหตุได้ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้ม จนต้องผ่าตัดสมองและตำรวจได้ไปอายัดตัวไว้ที่ ร.พ. แล้ว

อดีตรองผู้ว่า กทม. โพสต์เตือนน็อตยึดรางแอร์พอร์ตลิงค์หลุด มีจุดอันตรายนับร้อย

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่า กทม. โพสต์เตือนน็อตยึดรางแอร์พอร์ตลิงค์หลุด มีจุดอันตรายนับร้อยจุด

โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความของ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่า กทม.และอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้รีบแก้ไขปัญหา การซ่อมบำรุงระบบราง ของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ โดยเร็ว โดยข้อความดังกล่าว ระบุว่า

“ผมจำเป็นต้องเขียนถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์อีกแล้ว หลังจากได้เห็นผลการประเมินความเสี่ยงการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์โดยบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ต้องการให้ผู้โดยสารตื่นตระหนกตกใจ แต่ต้องการให้บริษัทฯ เร่งแก้ไขโดยด่วน

หลังจากบริษัทฯ ได้ตรวจสอบสภาพความพร้อมของรางรถไฟฟ้าโดยการประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) เมื่อเดือนกันยายน 2559 แล้ว พบว่ามีอุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางซึ่งมีน็อตเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งชำรุด กล่าวคือน็อตหลุดหรือหักจำนวน 159 จุด ต่อมาในเดือนธันวาคม 2559 บริษัทฯ ได้ตรวจสอบอีกครั้ง ปรากฏว่าในจำนวน 159 จุดดังกล่าว มีจุดวิกฤตเกิดขึ้น 50 จุด (ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 59 จุด) ซึ่งบริษัทฯ จะต้องลงมือซ่อมจุดวิกฤตทั้ง 59 จุดทันที มิฉะนั้นอาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้

ก่อนที่บริษัทฯ จะว่าจ้างให้ผู้รับเหมามาทำการแก้ไข พบว่ามีบันทึกข้อความจากรักษาการผู้จัดการส่วนระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานถึงผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมซ่อมบำรุง ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2559 เพื่อขอความเห็นชอบดำเนินการจ้างซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางบริเวณทางโค้งของสถานีลาดกระบังโดยเร่งด่วน มีข้อความสำคัญบางตอนว่า

“1. อุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางบริเวณโค้งลาดกระบังเกิดความเสียหายในส่วนของ Anchor Bolt จากการหักและหลวม ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อการเดินรถ ซึ่งปัจจุบันอุปกรณ์ดังกล่าวมีอายุการใช้งานมากกว่า 7 ปี จึงเป็นเหตุให้ต้องให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยความเร็วที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในบริเวณดังกล่าว

2. การซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางบริเวณโค้งลาดกระบัง ที่เกิดความเสียหายจากการใช้งาน แผนกยังคงขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นในการซ่อมแซม อันเนื่องจากอุปกรณ์เครื่องมือตัวเก่าเกิดการเสื่อมสภาพจากการใช้งานตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา”

พร้อมกับเสนอให้ดำเนินการจ้างโดยวิธีพิเศษ ซึ่งไม่ต้องเปิดประมูลให้มีการแข่งขันกัน ที่สำคัญ บันทึกข้อความดังกล่าวมีผลการประเมินความเสี่ยงบริเวณโค้งลาดกระบังอันเป็นผลมาจากน็อตยึดรางหักหรือหลวมประกอบเพื่อการพิจารณาด้วย

ผลการประเมินความเสี่ยงเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 โดยคณะกรรมการประเมินความเสี่ยงระบุไว้ดังนี้

1. กรณีจุดวิกฤตจำนวน 59 จุด

“หากไม่รีบเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้ความเสี่ยงเป็น Intolerable ซึ่งหมายถึงอันตรายสูงสุดที่อาจจะทำให้รถไฟเกิดการตกรางได้ในรอบ 1 เดือน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก”

ผลการประเมินนี้พอจะแปลความได้ว่า หากไม่รีบเปลี่ยนน็อตทั้ง 59 จุด จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่รถไฟฟ้าอาจจะตกรางได้ภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันประเมินความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โชคดีที่บริษัทฯ ได้เปลี่ยนอุปกรณ์ครบทั้ง 59 จุด เสร็จเรียบร้อยแล้ว

2. กรณีจุดอันตรายแต่ยังไม่วิกฤตจำนวน 100 จุด

“หากไม่รีบเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้ความเสี่ยงเป็น Undesirable ซึ่งหมายถึงอันตรายที่ยอมรับได้โดยมีการควบคุมที่อาจจะทำให้รถไฟเกิดการตกรางได้ในรอบ 1 ปี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก”

ผลการประเมินนี้พอจะแปลความได้ว่า จุดอันตราย 100 จุดดังกล่าว หากไม่รีบเปลี่ยนน็อตแต่มีการบริหารจัดการที่ดีเช่นลดความเร็วลง ก็อาจจะทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้ภายใน 1 ปีนับตั้งแต่วันประเมินความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

ผมมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นอันตรายระดับใดก็ตาม Intolerable (สูง) หรือ Undesirable (ไม่พึงปรารถนา) ผู้โดยสารก็ยอมรับไม่ได้ทั้งนั้น อีกไม่นานจุดอันตราย 100 จุด ที่บริษัทฯ ยังไม่ได้แก้ไขอาจจะยกระดับเป็นจุดวิกฤตก็ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่อาจจะทำให้รถไฟฟ้าตกรางภายใน 1 เดือนได้ตามผลการประเมินในข้อ 1 จะรออะไรล่ะครับ เร่งซ่อมจุดอันตราย 100 จุดที่เหลือโดยด่วน!”