แคมเปญท้าทายไอจี แชร์ภาพซูมหัวนม ทิ้งปริศนาของหญิงหรือชาย ?

เกิดกระแสต่อต้านกรณีอินสตาแกรมแบนภาพเปลือยหน้าอกของผู้หญิง จนทำให้เป็นประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ

ยูสเซอร์อินสตาแกรมที่มีชื่อว่า Genderless Nipples ได้แชร์ภาพถ่ายหัวนมหลายภาพ โดยแต่ละภาพจะถ่ายระยะใกล้ ทำยากต่อการบ่งบอกว่าเป็นภาพหน้าอกของผู้หญิงหรือผู้ชาย ขณะที่บัญชีดังกล่าวมียอดติดตามแล้วมากถึง 50,000 ราย

อินสตาแกรมตามลบภาพของบรรดาผู้ใช้งานที่เข้าข่ายว่าเป็นภาพหน้าอกเปลือยของหญิงสาวอย่างเข้มงวด โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2012 ได้เกิดแคมเปญ ชื่อว่า #FreeTheNipple บนโลกออนไลน์มาแล้ว ซึ่งผู้หญิงนักเคลื่อนไหวได้ออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ ด้วยการโพสต์รูปเปลือยหน้าอกของตัวเอง

โปรเจค Genderless Nipples เกิดขึ้นจากนักศึกษา 3 คน ในนิวยอร์ก พวกเขามีมุมมองอินสตาแกรมว่า ควรแสดงออกถึงการสนับสนุนบุคคลทุกเพศอย่างเท่าเทียม จากการตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใด จึงแบนเฉพาะการเปิดเผยเรือนร่างของผู้หญิง ? ซึ่งประเด็นหลักคือความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งการแชร์ภาพเรือนร่างบริเวณจุดซ่อนเร้นช่วงบนแบบใกล้ จึงเป็นไปได้ยากที่จะแยกออกว่าเป็นของเพศใด

แคมเปญของพวกเขาสามารถพิสูจน์ได้จริง ว่าอินสตาแกรมไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ เมื่อจู่ๆอินสตาแกรมตัดสินใจลบภาพหัวนมภาพหนึ่งของพวกเขาไป ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นหัวนมของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม เดอะการ์เดี้ยนได้ติดต่อไปยังตัวแทนของอินสตาแกรม เพื่อขอความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว และได้คำตอบแบบกว้างๆ ทั้งนี้แคมเปญ Gebderless Nipples เชิญชวนให้ผู้ร่วมบริจาคภาพหัวนมต้องมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีผู้ส่งภาพหัวนมมากถึง 90 ภาพในแต่ละวัน

แคมเปญได้เผยเคล็ดลับในการส่งภาพร่วมแคมเปญคือต้องถ่ายภาพหัวนม โดยจัดหัวนมไว้ตรงกลางภาพ เพื่อง่ายต่อการตัดขอบภาพ และที่สำคัญก็คือ ควรโกนขนออกให้เกลี้ยง และอย่าถ่ายภาพขณะที่หัวนมของคุณกำลังตั้ง

ที่มา www.theguardian.com

ป.ป.ช.-การบินไทย เดินหน้าสอบปมสินบน โรลส์-รอยซ์

ป.ป.ช.-การบินไทย เดินหน้าตรวจสอบปมสินบน โรลส์-รอยซ์ แม้บางช่วงเวลาอาจขาดอายุความ แต่จะเร่งเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง 

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงการตรวจสอบ กรณี บริษัทโรลส์-รอยซ์ ของสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ยอมรับต่อ สำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (Serious Fraud Office หรือ SFO) ถึงการจ่ายสินบนในหลายประเทศ รวมถึงไทย ให้ซื้อขายเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ ว่า ได้รายงานต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ กระบวนการจัดหาและซ่อมบำรุงในอดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน

จากนั้น คณะกรรมการสอบสวนทุจริต จะตรวจสอบการจัดหาเครื่องยนต์และการซ่อมบำรุง ระหว่างปี 2534 ถึง 2548 ตามที่บริษัท โรลส์-รอยซ์ แถลงว่า มีการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ และพนักงานบริษัทการบินไทยฯ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเตรียมเชิญบริษัท โรลส์-รอยซ์ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมวันนี้ (20 ม.ค)

ด้านประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักการต่างประเทศ ของ ป.ป.ช. ประสานขอข้อมูลจาก SFO กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ รวมถึงบริษัทการบินไทยฯ แล้ว

แต่ยอมรับว่า การจัดซื้อในช่วงแรก ที่ยาวนานถึง 26 ปี อาจขาดอายุความทางคดีอาญา และมีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนเวลาที่ ป.ป.ช.จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เว้นแต่ผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามา

ขณะที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กล่าวว่า สำหรับเรื่องนี้ แม้บางช่วงเวลา อาจขาดอายุความ แต่จะพยายามทุกช่องทางเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความมั่นใจว่า กองทัพไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันของบริษัทดังกล่าว

‘วัฒนา’ ยัน ครม.ยุค ‘ทักษิณ’ ไม่เกี่ยวปมโรลส์-รอยซ์

‘วัฒนา’ โพสต์เฟซบุ๊ก ยัน คณะรัฐมนตรียุคทักษิณ ไม่เกี่ยวข้องปมโรลส์-รอยซ์ จี้เร่งหาผู้ได้รับผลประโยชน์

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Watana Muangsook” ว่า สำนักข่าวอิศรา เสนอข่าวที่ศาลสหราชอาณาจักรสั่งปรับ บริษัท โรลส์-รอยซ์ จากการติดสินบนในการขายเครื่องยนต์ให้การบินไทย รวม 3 ครั้ง สองครั้งแรกเกิดก่อนตนเป็นรัฐบาล ส่วนครั้งที่สามเกิดในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย (ปี 2547 – 2548) อ้างว่ามีการจ่ายเงินจำนวน 254 ล้านบาท ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานการบินไทย เพื่อซื้อเครื่องบินไอพ่น ลอต 3

โดยพาดพิงว่า ได้มีการไปพูดคุยและกินข้าวกับรัฐมนตรีเพื่อให้ ครม. อนุมัติสัญญา นั้น ขอเรียนว่าการบินไทยเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องคุณสมบัติของเครื่องยนต์เป็นเรื่องทางเทคนิคของการบินไทยที่จะเป็นผู้กำหนดและเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง โดย ครม. ไม่มีอำนาจไปอนุมัติ เรื่องนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ครม. ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และพวกตน ส่วนจะมีใครได้ส่วนแบ่งบ้างก็ช่วยกันหาให้เจอ