การขุดค้นบนพื้นที่ทัณฑสถานหญิงเก่าเพื่อหาหลักฐานทางโบราณคดีเพื่อนย้อนอดีต ไขคำตอบการใช้พื้นที่ “ข่วงหลวงเวียงแก้ว” ตามแผนที่โบราณของอาณาจักรล้านนา ที่ดำเนินการโดยสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ มีความก้าวหน้าไปมาก หลังจากที่เริ่มขุดเปิดหน้าดินมาตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา
ล่าสุด (19 ม.ค. 59) ทีมนักโบราณคดีกำลังตื่นเต้นกับหลักฐานที่ขุดพบจากผลการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ โดยพบแนวอิฐสมัยล้านนาที่อยู่ใต้ผิวดิน 80 เซ็นติเมตร – 1 เมตร โดยเฉพาะแนวอิฐที่พบด้านหลังเรือนพยาบาลเก่าของทัณฑสถานหญิง นักโบราณคดีเชื่อว่าน่าจะเป็นขอบเขตของกำแพง “เวียงแก้ว” วังหลวงของนครล้านนาในอดีต และ การค้นพบครั้งนี้ จะนำไปสู่คำตอบว่า ข่วงหลวงเวียงแก้ว ในอดีตนอกจากวังแล้วยังถูกใช้ประโยชน์ในรูปแบบใดอีก

ทั้งนี้ แนวกำแพงอิฐที่พบมีลักษณะสัณฐานที่บ่งชี้ว่า มีกำแพงทั้งชั้นนอกและชั้นใน สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีที่เชื่อว่า พื้นที่นี้อาจเป็นคุ้มหรือวังในอดีต และสอดคล้องกับตำนานพื้นเมืองของเชียงใหม่ที่บันทึกไว้ว่า วังของพญามังราย กษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากวัดเชียงมั่น ซึ่งตรงกับที่ตั้งของข่วงหลวงเวียงแก้ว ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าข่วงหลวงเวียงแก้วอาจเป็นวังของสมัยพญามังรายในอดีต
ด้าน นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักงานศิลปากรที่ 8 ระบุว่า แผนที่นครเชียงใหม่ที่ทำขึ้นใน พ.ศ.2436 สมัยรัชกาลที่ 5 ระบุในแผนที่ว่า มีเวียงแก้วอยู่ใจกลางเมือง ต่อมามีการเปรียบเทียบแผนที่ดังกล่าวกับภาพถ่ายทางอากาศ ทำให้พบว่าทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ไปทับซ้อนอยู่บนเวียงแก้วตามแผนที่ในอดีต

ต่อมาเมื่อทัณฑสถานหญิงย้าย ทำให้การขุดค้นเริ่มขึ้นเพื่อค้นหาหลักฐานของเวียงแก้ว กระทั่งล่าสุดพบแนวอิฐที่นอกจากจะบอกแนวเขตของเวียงแก้ว แต่ระดับของแนวอิฐที่พบใต้ผิวดินยังบอกถึงการใช้งานพื้นที่นี้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ตรงกับช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนพื้นที่จากคุ้มหลวงเป็นเรือนจำมณฑลพายัพ
การขุดค้นครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการขุดค้นศึกษาชั้นดินทางโบราณคดี จากที่ก่อนหน้านี้มีแต่หลักฐานข้อมูลทางเอกสาร
หลักฐานที่ขุดค้นพบในครั้งนี้จะนำไปสู่คำตอบด้วยว่า นอกจากประวัติศาสตร์ของวังหลวงในอดีต ยังมีกลุ่มคนหรือชุมชนอาศัยอยู่มาก่อนที่จะมีการสร้างเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.1389 ด้วยหรือไม่ รวมทั้งการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดียวกันในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงกลาง และ ทั้งหมดนี้จะเป็นอีกส่วนสำคัญในการผลักดันเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองมรดกโลก



