อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ โต้ แอร์พอร์ตลิงก์ กรณี “น็อตยึดรางหลุด”

อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ โต้ แอร์พอร์ตลิงก์ กรณี “น็อตยึดรางหลุด” จี้ บริษัทฯ เร่งซ่อมบริเวณที่มีปัญหาด่วน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงาน

จากกรณีที่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้ออกมาชี้แจง หลัง นายสามารถ โพสต์แฉเรื่องรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ ต้องชะลอความเร็วบริเวณโค้งลาดกระบัง เพื่อไม่ให้รถไฟตกราง เนื่องจากแผ่นเหล็กประกบรางเคลื่อนตัวจากน็อตยึดแผ่นเหล็กหลุด

ซึ่งตามรายงานฝ่ายซ่อมบำรุงรักษา ระบุว่า ต้องซ่อมบำรุงแผ่นเหล็กประกบราง 159 จุด เป็นจุดวิกฤต 59 จุด ไม่วิกฤต 100 จุด เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ เชื่อเกิดจากการขาดการดูแลซ่อมบำรุง และเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนที่ได้รับว่าจ้าง

ล่าสุด วันที่ 17 มกราคม 2560 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์  โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ โต้กลับแอร์พอร์ตลิงก์ โดยข้อความระบุว่า

โต้แอร์พอร์ตลิงก์ กรณี “น็อตยึดรางหลุด”

เมื่อวานนี้ (16 มกราคม 2560) ผมได้โพสต์เรื่อง “แอร์พอร์ตลิงก์ยังน่าห่วง” ซึ่งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้น็อตยึดรางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์หลุดจำนวน 159 จุด แบ่งเป็นจุดวิกฤต 59 จุด และจุดไม่วิกฤต 100 จุด ทำให้ต้องลดความเร็วบริเวณทางโค้งลาดกระบังลงจาก 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 30 และ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามลำดับ มิฉะนั้น อาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้ ทั้งนี้ ผมได้ตั้งข้อสังเกตถึงการซ่อมบำรุงรักษา และการว่าจ้างผู้รับเหมารายหนึ่งให้มาทำการซ่อมโดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันกัน

ปรากฏว่าหลังจากผมโพสต์ได้ไม่นาน ผู้บริหารของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ประชุมกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด แล้วออกแถลงการณ์โต้ผมทันที ซึ่งผมขอแย้งกลับดังนี้

1. การตรวจสอบ
แอร์พอร์ตลิงก์- บริษัทฯ ได้เสริมกำลังคนเพิ่มเติมในวิศวกรรมระบบรางตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เพื่อเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ และประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) จากเดิมทุก 4 เดือน เป็นทุก 1 เดือน

ผมขอแย้งดังนี้- หากมีการประเมินด้วยสายตาทุกเดือนจริง แล้วทำไมจึงปล่อยให้มีจุดวิกฤตเกิดขึ้นถึง 59 จุด อันที่จริง ตามหลักฐานที่ผมได้รับมาพบว่าบริเวณโรงล้างรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ามีการประเมินด้วยสายตาทุกสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้รางมีสภาพดังแสดงในรูปที่ผมโพสต์เมื่อวานนี้ (16 มกราคม 2560) รูปดังกล่าวถ่ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งจนถึงวันนี้ (17 มกราคม 2560) บริษัทฯ ก็ยังไม่ได้ทำการซ่อมแซมแต่อย่างใด

2. การซ่อมบำรุงรักษา
แอร์พอร์ตลิงก์- ในเดือนกันยายน 2559 บริษัทฯ ได้ตรวจพบว่า จะต้องซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ซึ่งมีน็อตยึดรางเป็นอุปกรณ์สำคัญจำนวน 159 จุด ต่อมาในเดือนธันวาคม 2559 พบว่าในจำนวน 159 จุดดังกล่าว มีจุดวิกฤต 50 จุด ซึ่งจะต้องซ่อมทันที

ผมขอแย้งดังนี้- บริษัทฯ ตรวจพบจุดอันตรายตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 แล้วทำไมจึงไม่เปิดประมูลหาผู้รับเหมาทำการซ่อมทันทีเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทำไมจะต้องรอให้มีจุดวิกฤตเกิดขึ้นเสียก่อน แล้วจึงจ้างผู้รับเหมาโดยไม่มีการประมูล ที่สำคัญ บริษัทฯ อ้างว่าได้ทำการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อย่างสม่ำเสมอ หากบริษัทฯ ทำการซ่อมเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง แล้วทำไมจึงมีจุดวิกฤตเกิดขึ้นหลายจุดก่อนครบกำหนดอายุการใช้งานของอุปกรณ์

อนึ่ง เดิมจุดวิกฤตมี 50 จุด แต่ตอนหลังเพิ่มขึ้นเป็น 59 จุด ซึ่งบริษัทฯ ได้ซ่อมทั้ง 59 จุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ 50 จุด ตามที่บริษัทฯ ชี้แจง ส่วนที่เหลืออีก 100 จุด ยังไม่ได้ซ่อม ทำให้รถไฟฟ้าไม่สามารถวิ่งด้วยความเร็วปกติบริเวณทางโค้งลาดกระบังได้ กล่าวคือปกติวิ่งด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เวลานี้ลดลงเหลือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วก่อนซ่อมจุดวิกฤต 59 จุด ถูกลดลงเหลือเพียง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

3. ประสบการณ์ของผู้รับเหมา
แอร์พอร์ตลิงก์- บริษัทฯ อ้างว่าผู้รับเหมาที่ว่าจ้างโดยไม่ต้องประมูลเป็นบริษัทที่ชนะการสอบราคาของบริษัทฯ ในโครงการจ้างตัดต่อราง

ผมขอแย้งดังนี้- ประสบการณ์ดังกล่าวของผู้รับเหมาเป็นประสบการณ์การตัดต่อราง ไม่ใช่การซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ซึ่งการซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางนั้นมีผู้รับเหมามากกว่าหนึ่งรายที่สามารถซ่อมได้ ไม่ใช่รายที่บริษัทฯ จ้างเพียงรายเดียวเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ หวังว่าบริษัทฯ คงเร่งซ่อมบริเวณที่มีปัญหาโดยด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานทุกคน อย่ามัวเสียเวลาหาแหล่งข่าวมาตีกันเลยครับ

ที่มา เพจ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

เคเบิลทีวี ร้อง กสทช. ช่วยค่าใช้จ่าย Must carry

สมาคมการค้าผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ร้อง กสทช. ช่วยค่าใช้จ่าย Must carry ให้กับเคเบิลท้องถิ่นด้วย ชี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเสมอภาค

นายพสิฐ อชิรสวัสดิ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการเคเบิลทีวี พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เดินทางยื่นหนังสือร้องเรียนถึง ประธานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมี นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กสทช. เป็นตัวแทนรับหนังสือร้องเรียน

หลังทาง กสทช. มีคำสั่งให้โครงข่ายที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งประกอบด้วย โครงข่ายดาวเทียม และโครงข่ายเคเบิลท้องถิ่น มีหน้าที่ต้องนำช่องทีวีดิจิทัล ช่องที่ 1-36 ไปเผยแพร่บนโครงข่ายของตนเอง และเมื่อเร็วๆ นี้ กสทช. มีมติจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่าย Must carry ผ่าน “ดาวเทียม” เป็นเวลา 3 ปี ไปแล้วนั้น ผู้ประกอบกิจการเคเบิลท้องถิ่นเห็นว่า ควรจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้กับ “เคเบิลท้องถิ่น” ด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเสมอภาค

โดยนายพสิฐ กล่าวว่า กิจการ เคเบิลทีวีท้องถิ่น มีหน้าที่ปฏิบัติตามประกาศของ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป เมื่อภาครัฐให้การสนับสนุนกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมควรจะสนับสนุนเคเบิลท้องถิ่นเช่นกัน

ส่วนการสนับสนุนค่าใช้จ่าย Must carry เป็นไปตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 76/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ข้อ 6 ระบุให้ กสทช. หรือคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ

จัดให้มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปผ่าน “ดาวเทียม” ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปด้วย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา

ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยอมยุติการทำหน้าที่ หากครูจอมทรัพย์เป็นแพะจริง

 ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดิมพัน!! หากครูจอมทรัพย์เป็นแพะจริง ยินดีให้ฟ้องทั้งอาญาและแพ่งได้ทันที

วานนี้ (16 ม.ค.60) นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม แถลงข่าวกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานคดี ที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียน จ.สกลนคร ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือนขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเหตุ เมื่อปี 2558 ยื่นรื้อฟื้นคดีใหม่ ตาม พ.รบ.คดีอาญาการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ว่าหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งรับ คำร้องขอรื้อฟื้นคดีและสั่งให้ศาลจังหวัดนครพนม สืบพยานแล้วนั้นวันนี้ศาลจังหวัดนครพนมได้นัดพร้อมเพื่อกำหนดวันสืบพยานหลักฐานใหม่โดยการนัดพร้อมศาลได้สอบถามคู่ความทั้ง ฝ่ายจำเลยและฝ่ายพนักงานอัยการโจทก์ ว่าจะสืบพยานปากใดบ้าง วันเวลาใด ดังนั้นกระบวนการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่จึงยังไม่เสร็จสิ้น จะต้องสืบพยานให้สิ้นกระแสความ โดยศาลจังหวัดนครพนม นัดสืบพยานภายในวันที่ 8 -10 ก.พ. นี้

นายสืบพงษ์ กล่าวต่อว่า ในประเด็นนี้ศาลยุติธรรมขอชี้แจงถึงขั้นตอนการรื้อฟื้นคดีฯ จะดำเนินการได้เมื่อเมื่อศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำความผิด แต่ถ้าปรากฏในภายหลังว่าพยานบุคคลที่เป็นพยานสำคัญในคดีนั้นเบิกความเท็จหรือให้การเท็จ จนกระทั่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าพยานนั้นกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จ หรือ พยานเอกสารหรือพยานวัตถุที่นำมาใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีนั้นเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งประเด็นที่มีพยานหลักฐานใหม่ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด

เรียกได้ว่าเรื่องดังกล่าวยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ (17 ม.ค.60) ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้มีการโพสต์ข้อความลงในแฟนเพจถึงเรื่องดังกล่าวด้วยว่า …

เรื่อง คดีครูที่ตกเป็นแพะ ซึ่งทางชมรมฯ ยืนยันว่าเป็นแกะ

เรียนพี่น้องประชาชนและสมาชิกทุกท่าน ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา 7 ปี ในการช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นแพะ และช่วยเหลือเหยื่อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากกระบวนการยุติธรรมไทย โดยใช้เงินทุนส่วนตัวในการช่วยเหลือประชาชน มากกว่า 3 ล้านบาท

วันนี้ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ขอเดิมพันในคดีนี้ หากคดีครูจอมทรัพย์เป็นแพะจริง ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยินดีให้ครูจอมทรัพย์ ฟ้องทั้งอาญาและแพ่งได้ทันที และยินดีที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องนี้ ด้วยการยุติการทำหน้าที่ของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และจะไม่มีชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมอีกต่อไป

แต่ถ้าหากครูจอมทรัพย์ เป็นแกะ ทางชมรมฯ ต้องการเพียงแค่ให้ขบวนการนี้ ถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายเท่านั้น ชมรมฯ นี้ ไม่เคยรับเงินจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้แต่บาทเดียว ดังนั้น ต้องแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปี ทางชมรมฯ ไม่เคยก้มหัวให้กับตำรวจที่ประพฤติมิชอบรายใดทั้งสิ้น และไม่เคยเกรงกลัวอิทธิพล สิ่งที่ออกมาแย้งในวันนี้ ก็เพื่อความถูกต้องในการให้พี่น้องประชาชนได้รับฟังข้อมูลทั้ง 2 ด้าน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งทางชมรมฯ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีนี้แม้แต่นิดเดียว การสวนกระแสสังคมในครั้งนี้ ทางชมรมฯ เองก็ตระหนักดีอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากสิ่งที่ทางชมรมฯ เปิดเผยข้อมูลแล้วไม่จริง ทางชมรมฯ ขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการพิจารณาตัวเองทันที ขอให้พี่น้องประชาชน รอความจริงอีกสักระยะ อีกไม่นานความจริงจะปรากฎ

ขอบคุณข้อมูลจาก แฟนเพจ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม