พล.อ. ประวิตร เผย ร.10 ห่วงใยประชาชนประสบอุทกภัย

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เปิดเผย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยประชาชนและต้องการให้เจ้าหน้าที่ดูแลประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง การแบ่งพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ ว่า ขณะนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการอย่างละเอียดเกี่ยวกับการช่วยเหลือ ซึ่งให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือทั้งสถานการณ์ขณะนี้และหลังน้ำลด และในส่วนของกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีคณะทำงานทางภาคใต้อยู่แล้วก็จะทำหน้าที่คอยสนับสนุน

ทั้งนี้ พลเอกประวิตร เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำ พร้อมกล่าวถึงกระแสรับสั่งว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยประชาชนและต้องการให้เจ้าหน้าที่ดูแลประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้น้อมนำกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ดูแลปัญหาน้ำท่วมให้ดีที่สุด

เร่งใช้งบฉุกเฉินซ่อมถนนเมืองคอนเสียหาย 35 เส้น หนักสุด อ.สิชล

ถนนทางหลวงชนบทนครศรีธรรมราช เสียหาย 35 เส้น หนักสุดอำเภอสิชล เตรียมใช้งบฉุกเฉินซ่อมแซมถนน 200 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่ผ่านมา นายสมัย โชติสกุล รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมคณะลงพื้นที่ประชุมรับฟังความเสียหายถนนหนทางที่ถูกน้ำท่วมจนได้รับความเสียหาย พร้อมมอบนโยบายให้ทางหลวงชนบทในพื้นที่น้ำท่วม เร่งซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมโดยด่วน เพื่อให้ประชาชนได้สัญจรไปมาได้ตามปกติและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ภายหลังประชุมเร่งรัดการซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหายจากน้าท่วม ได้เดินทางลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้ประชาชนพื้นที่หมู่ 2 ต.ทางพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ทั้งนี้จากการตรวจสอความเสียหายของถนนทางหลวงชนบทเบื้องต้นพบว่ามีถนนทางหลวงชนบทในเขต จ.นครศรีธรรมราช ได้รับความเสียหายจำนวน 35 เส้น จากจำนวนถนนที่ทางหลวงชนบทรับผิดชอบจำนวน 77 เส้น และถนนที่ได้รับความเสียหานหนักสุดอยู่ในพื้นที่ อ.สิชล ซึ่งเหตุอุทกภัยครั้งนี้ถือว่าหนักสุดในรอบ 30 ปี ที่เคยเกิดเหตุอุทกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช ส่วนการซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหาย ทางกรมหลวงชนบทได้ใช้งบฉุกเฉินจำนวน 200 ล้านบาท ทั้งนี้จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมถนนให้เร็วที่สุด

พื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช (ภาพประกอบข่าว)

โรฮีนจาหนีเข้าบังกลาเทศ 6.5 หมื่นคน หวั่นถูกรัฐบาลเมียนมาปราบปราม

UN เผยว่ามีชาวโรฮีนจาทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ หนีเข้าไปยังบังกลาเทศแล้วกว่า 65,000 คน หลังถูกรัฐบาลเมียนมาปฏิบัติการปราบปราม เฉพาะในสัปดาห์ที่แล้วมีจำนวนกว่า 22,000 คน

องค์การสหประชาชาติ หรือ UN เปิดเผยในรายงานประจำสัปดาห์ว่า นับถึงวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา มีชาวโรฮีนจา อย่างน้อย 65,000คน ได้หนีออกจากเมียนมาไปยังบังกลาเทศ นับตั้งแต่ที่กองทัพเมียนมาปฏิบัติการปราบปรามทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ซึ่งราว 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวหนีข้ามแดนไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตัวเลขของชาวโรฮีนจาดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจำนวนผู้อพยพที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน ระบุว่า พวกเขาถูกข่มเหงอย่างรุนแรง ซึ่งอาจกลายเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ขณะที่เฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว มีชาวโรฮีนจากลุ่มใหม่เดินทางข้ามพรมแดนจากรัฐยะไข่ในเมียนมาไปยังบังกลาเทศ ราว 22,000

ด้านสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ OCHA ระบุว่า นับถึงวันที่ 5 มกราคม มีผู้อาศัยในค่ายพักที่มีการลงทะเบียน ที่พักชั่วคราว และชุมชนท้องถิ่นในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ทางตอนใต้ของบังกลาเทศ ราว 65,000

ทั้งนี้ การอพยพของชาวโรฮีนจาจากตอนเหนือของรัฐยะไข่เริ่มขึ้นหลังจากที่กองทัพเมียนมาเริ่มปราบปราม ระหว่างปฏิบัติการค้นหาผู้ต่อต้านรัฐบาลที่อยู่เบื้องหลังการบุกสังหารตำรวจบริเวณชายแดน เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา

ประชาชนและผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่กองทัพได้สังหาร ข่มขืน และจับกุมพลเรือนอย่างไร้กฎเกณฑ์ รวมทั้งเผาหมู่บ้านของชาวโรฮีนจาแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐยะไข่

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลของนางอองซาน ซูจี ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ขณะที่รัฐบาลเมียนมาระบุว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมไม่เป็นความจริง และขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงแล้ว

สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้เสนอรายงานความคืบหน้า โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการข่มเหงทางศาสนา” และระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่กองทัพเมียนมาข่มขืนชาวบ้าน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นางยังฮี ลี ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประจำเมียนมาได้เดินทางถึงรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดการเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ เป็นเวลา 12 วัน เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ แถลงว่า นางลีมีกำหนดเยือนรัฐยะไข่ นครย่างกุ้ง กรุงเนปิดอว์ และรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิปกครองตนเอง

นอกจากนั้น ยังมีกำหนดการตรวจสอบผลกระทบต่อประชาชนจากการปะทะกันระหว่างกองทัพเมียนมาและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน