พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เมื่อเวลา 18.33 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

เมื่อเสด็จเข้าพระอุโบสถแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงประเคนผ้าไตรแด่พระสงฆ์ ทรงศีล สมเด็จพระราชาคณะ ถวายศีลจบแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระราชโองการสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 20

จากนั้น สมเด็จพระราชาคณะนำสวดคาถา “สงฆราชฏฺฐปนานุโมทนา” แล้วพระสงฆ์ กรรมการมหาเถรสมาคม นำสวด “โส อตฺถลทโธ” แล้วสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปประทับที่อาสน์สงฆ์ พร้อมด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม ท่ามกลางสังฆมณฑล มีเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัด

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปถวายน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ แด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และถวายพระสุพรรณบัฏ พระตราตำแหน่ง พัดยศ และเครื่องสมณศักดิ์ พระสงฆ์ในสังฆมณฑลเจริญชัยมงคลคาถา โหรหลวงลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลา แกว่งบัณเฑาะว์ เจ้าพนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ พระสงฆ์ตามพระอารามทั่วราชอาณาจักร ซึ่งชุมนุมในพระอุโบสถเจริญชัยมงคลคาถาและย่ำระฆัง

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายเครื่องสมณศักดิ์ แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑลตามลำดับแล้ว ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก จบแล้ว

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปประทับ ณ อาสน์สงฆ์กลางพระอุโบสถ พระมหาเถระฝ่ายคณะธรรมยุตและฝ่ายมหานิกาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานศาลฎีกา ถวายเครื่องสักการะ แด่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แล้ว สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จออกจาก พระอุโบสถทางพระทวารกลาง ทรงรับเครื่องสักการะของบรรพชิตญวนและจีน ส่วนพระสงฆ์นอกนั้นออกจาก พระอุโบสถ พอได้เวลาแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับ

วัดทั่วไทย พร้อมพระราชพีธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

วัด 405 แห่งใน จ.ปราจีนบุรี เตรียมพร้อมในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชลำดับองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

นางนัทธมน จินดาโชติ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่และกำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) ค่ายจักรพงษ์ อ.เมืองปราจีนบุรี ได้ร่วมกันจัดเตรียมสถานที่เพื่อประกอบพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ลำดับองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นางนัทธมน กล่าวว่า “สำหรับวัดต่างๆ ใน จ.ปราจีนบุรี รวมทั้งสิ้น 405 แห่งจะร่วมประกอบพิธีพร้อมกัน โดยแต่ละวัดจะย่ำระฆังและประชุมสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา เนื่องในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พร้อมวัดไทยในประเทศไทยและวัดไทยทั่วโลก ในเวลา 18.00 น. โดยพร้อมเพรียงกันและที่วัดสง่างาม ต.บางบริบูรณ์ อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี มีพระครูวิสุทธิธรรมาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ ผวจ.ปราจีนบุรี เป็นประธานพิธี ฝ่ายฆราวาส” นางนัทธมน กล่าว

ขณะที่พระครูยุตติ คุณากร เจ้าอาวาสวัดแก้วพิจิตรพระอารามหลวง อ.เมืองปราจีนบุรี วัดที่มีพระอุโบสถาเป็นศิลปะผสมผสาน 4 ชาติสวยงามที่สุดในประเทศ (ไทย,จีน,กัมพูชา,ยุโรป) กล่าวว่า “ได้เตรียมพระสงฆ์สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ร่วมเจริญชัยมงคลคาถา ในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่พระอุโบสถให้สมพระเกียรติ”


จังหวัดแพร่ ประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ลำดับองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


ที่พุทธสถานวัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ พระโกศัยเจติยารักษ์ รองเจ้าคณะจังหวัดแพร่ประธานฝ่ายสงฆ์ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยข้าราชการ พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า ได้ประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ย่ำระฆังและเจริญชัยมงคลคาถา เพื่อแสดงอนุโมทนาสาธุการ ในช่วงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงถวายนำพระมหาสังข์ทักษิณาวรรตพระสุพรรณบัฏ พัดยศ เครื่องสมณศักดิ์ และทรงตราประจำตำแหน่งแด่สมเด็จพระสังฆราช

และกำหนดให้จัดยังวัดเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ จังหวัดแพร่ได้จัดทั่วทั้ง 8 อำเภอ

ที่มา INN

สุดทึ่ง ! 10 พิธีแต่งงานสุดแปลกทั่วโลก

เว็บไซต์วันเดอร์ลิสต์ ได้จัดอันดับ 10 พิธีแต่งงานสุดแปลกทั่วโลก

เริ่มจากพิธีแต่งงานของชนเผ่าถู่เจียในจีน ที่มีการร้องไห้เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยพวกเขาจะใช้เวลาเตรียมตัวถึง 30 วัน เริ่มจากเจ้าสาวที่จะต้องใช้เวลาซ้อมร้องไห้วันละ 1 ชั่วโมง โดยญาติผู้หญิงของเธอจะร่วมร้องไห้ด้วย ชาวถู่เจียเชื่อว่า การร้องไห้คือการแสดงออกถึงความปลื้มปิติและความรักที่ลึกซึ้ง และผู้หญิงแต่ละคนมีเสียงร้องไห้ที่แตกต่างกัน แต่เมื่อร้องไห้พร้อมกัน จะกลายเป็นเสียงที่ไพเราะ

อันดับ 9 คือธรรมเนียมการจูบในพิธีแต่งงานของชาวสวีเดน โดยเจ้าบ่าวจะหายแวบออกจากงานด้วยความตั้งใจ เพื่อเปิดทางให้หนุ่มโสดทั้งหลายได้มีโอกาสจูบเจ้าสาว และถ้าเจ้าสาวไม่ได้อยู่ในงาน สาวโสดก็สามารถจูบเจ้าบ่าวได้เช่นกัน

อันดับ 8 คือ พิธีแต่งงานสุดพิสดารของชนเผ่ามาไซในประเทศเคนยา โดยเจ้าสาวจะต้องถูกโกนผม และชโลมศรีษะด้วยไขมันแกะหรือน้ำมัน จากนั้น พ่อของเจ้าสาวจะอวยพรลูกด้วยการถ่มน้ำลายใส่ศรีษะและทรวงอก โดยชนเผ่ามาไซมีความเชื่อว่า การถ่มน้ำลายจะนำมาซึ่งโชคลาภและความรุ่งเรือง

อันดับ 7 คือพิธีกรรมที่มีชื่อว่า “กุมภะวิวาห์” ในประเทศอินเดีย ซึ่งจะกระทำก็ต่อเมื่อเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าวมีวันเกิดตรงกับตำแหน่งดาวที่เรียกว่า “มังกลิก ดอช” ซึ่งนักโหราศาสตร์ชาวอินเดียระบุว่า ผู้ที่เกิดตรงกับตำแหน่งดาวนี้ จะมีชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่น หรืออาจทำให้ผู้นั้นมีดวงกินสามีหรือดวงกินภรรยา เพราะฉะนั้น บุคคลดังกล่าวจะต้องแก้อาถรรพ์ด้วยการเข้าพิธีแต่งงานกับเทวรูปของพระวิษณุ หรือไม่ก็ต้นโพธิ์ หรือต้นกล้วย

อันดับ 6 คือพิธี “ตีเท้าเจ้าบ่าว” ในประเทศเกาหลีใต้ โดยเพื่อนๆของเจ้าบ่าว จะช่วยกันถอดรองเท้า แล้วจับเท้าของเจ้าบ่าวมามัดเอาไว้ และยกขาให้ชี้ฟ้า จากนั้นพวกเพื่อนๆจะใช้ไม้หรือ “ปลาจวดเหลืองตากแห้ง” ตีฝ่าเท้าของเจ้าบ่าว โดยเชื่อว่าจะทำให้เจ้าบ่าวมีร่างกายแข็งแรงขึ้น และเป็นการทดสอบความรู้ เพราะเจ้าบ่าวมักจะต้องตอบคำถามไปพร้อมๆกัน

อันดับ 5 คือพิธีอุ้มเจ้าสาวไม่ให้เท้าแตะพื้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในหลายประเทศ และมีมาตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว เพราะเชื่อกันว่าวิญญาณร้ายจะเข้ามาในร่างกายเจ้าสาวผ่านทางเท้า

อันดับ 4 คืออีกพิธีกรรมหนึ่งในประเทศอินเดีย นั่นคือการแต่งงานกับสัตว์เพื่อขับไล่ภูติผี เนื่องจากชาวอินเดียในบางพื้นที่มีความเชื่อว่า มนุษย์เราสามารถถูกวิญญาณเข้าสิงได้ โดยเฉพาะหญิงสาวที่เกิดมามีฟันน้ำนมยื่นออกมานอกเหงือก รวมถึงเด็กสาวที่หน้าตาน่าเกลียด จะถือว่าถูกผีสิง หญิงสาวเหล่านี้จึงต้องเข้าพิธีแต่งงานกับสัตว์ เช่น สุนัข หรือ แพะ เพื่อเป็นการแก้อาถรรพ์ ก่อนเข้าพิธีแต่งงาน

อันดับ 3 คือพิธีที่ทำให้เจ้าสาวเนื้อตัวสกปรก ซึ่งเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของสก็อตแลนด์ โดยก่อนที่จะแต่งงาน เพื่อนๆของเจ้าสาว จะนำตัวเจ้าสาวมาราดด้วยสิ่งของสกปรกสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนมบูด, ขนนก, ยางไม้, น้ำเชื่อม, เขม่า, แป้ง, และอื่นๆ เพื่อขับไล่วิญญาณร้ายออกจากตัวเจ้าสาว

อันดับ 2 คือการกระทำที่เรียกว่า “คิส อาลา คาชู” อันหมายถึง “ลักพาตัวเจ้าสาว” ซึ่งมีในหลายประเทศทั่วโลก โดยชายหนุ่มจะลักพาตัวหญิงสาวที่ตัวเองอยากแต่งงานด้วยมาขังไว้ในห้อง แล้วให้ญาติผู้หญิงของฝ่ายชายเกลี้ยกล่อมจนกว่าจะยอมสวมผ้าพันคอ ที่เป็นสัญลักษณ์ของการยอมแต่งงาน โดยปัจจุบันเชื่อว่า ธรรมเนียมดังกล่าวยังคงมีอยู่ในประเทศคีร์กีซสถาน และชนชาติยิปซี

และอันดับ 1 ของพิธีแต่งงานที่แปลกประหลาดที่สุด ก็คือ การอนุญาตให้แขกผู้ชายสามารถเต้นรำกับเจ้าสาวได้ โดยที่แขกจะต้องจ่ายเงิน ซึ่งธรรมเนียมนี้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศโปแลนด์ ราวช่วงทศวรรษ 1990 โดยในพิธี เจ้าสาวกับพ่อเจ้าสาวจะเต้นรำโดยให้ญาติคนหนึ่งถือผ้ากันเปื้อน เพื่อรับเงินจากแขกที่ต้องการเต้นรำกับเจ้าสาว และในบางครั้ง แขกผู้หญิงก็สามารถจ่ายเงินเพื่อขอเต้นรำกับเจ้าบ่าวได้ด้วยเช่นกัน