‘ชูวิทย์’ โพสต์เตือนสติชาวเน็ต ปมวิศวกรยิงวัยรุ่นดับ

‘ชูวิทย์’ โพสต์เตือนสติชาวเน็ต ปมวิศวกรยิงวัยรุ่นดับ เผยอย่าเชียร์ยิงหมดแม็ก เพื่อเอาเพียงความสะใจ

จากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับคดีสะเทือนใจวิศวกรใช้อาวุธปืนยิงใส่หนุ่มวัย 17 จนเสียชีวิต เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ตรงกันถึงเหตุที่เกิดขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าฝ่ายตนนั้นไม่ใช่คนเริ่ม ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น อ่านต่อ >>  http://news.mthai.com/news-clips/548257.html

ล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กเพจ ชูวิทย์ I’m Back โดยระบุว่า “หากคุณไม่เคยติดคุก คุณคงไม่เข้าใจ  ผู้คนสะใจ ที่วัยรุ่นเข้าไปรุมทำร้ายวิศวกร แล้วถูกยิงตาย เพราะวิศวกรต้องปกป้องตัวเองและครอบครัว ผมต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ หากพูดด้วยความสะใจก็อาจบอกได้ว่า “เป็นผมจะยิงให้หมดแม็ก” แต่ผมเคยผ่านคุกผ่านตะรางมา ถึงแม้ว่าอีกฝั่งหนึ่งจะมีดาบเป็นอาวุธ (ซึ่งจริงๆแล้วยังไม่มีอาวุธ) แต่หากคุณใช้ปืนยิง เมื่อไปที่ศาลคุณอาจถูกตัดสินว่า “ทำเกินกว่าเหตุ”

ผมเคยพบเห็นคนทะเลาะกัน แล้วฝั่งตรงข้ามบุกเข้ามาในบ้านโดยถือดาบ เจ้าของบ้านใช้ปืนยิงสวนบาดเจ็บอยู่ที่ลานจอดรถภายในบ้าน ท้ายสุดถูกตัดสินว่าทำเกินกว่าเหตุ ถามว่าเห็นใจวิศวกรหรือไม่? ที่จำเป็นต้องปกป้อง แม่ และ ลูกเมีย แน่นอนว่าน่าเห็นใจ ทุกคนย่อมปกป้องครอบครัวของตัวเอง แต่เมื่อไปพิสูจน์ที่ศาล ก็จะมีคำถามว่า เมียและแม่ได้รับบาดเจ็บหรือยัง? ถูกทำร้ายหรือเปล่า?

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ในคอมเม้นต์อาจถามว่า “จะต้องรอให้พวกเขาบาดเจ็บก่อนใช่ไหม?” ขอโทษนะครับ นี่มันเป็นกฎหมาย เราไม่ได้อยู่ในสมัยคาวบอยที่ใช้ปืนตัดสิน เมื่อมีคนทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ เมื่อเขายิงคนตาย ก็ต้องถูกดำเนินคดี ยิ่งถ้าคุณยิงโดยเจตนาเอาปืนจ่อเพื่อเล็งเห็นผล ก็จะกลายเป็นเจตนาฆ่าโดยทันที วิศวกรจะต้องต่อสู้ว่า ไม่เจตนาจะยิงเพื่อจะเอาถึงชีวิต ตั้งใจยิงขู่ พอดีกระสุนปืนมันดันไปถูกเข้า

ผมอธิบายให้สังคมฟังก็เพื่อให้เข้าใจว่า “การตัดสินทางกฎหมาย ไม่เหมือนกับการตัดสินทางสังคม” คุณต้องไปพิสูจน์กันที่ศาล ว่าการที่ฝั่งตรงข้ามเสียชีวิตเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่? นี่ยังดีที่วิศวกรยิงไปแค่นัดเดียว หากยิงหมดแม็กแบบที่คนคอยเชียร์กันเพื่อความสะใจ นั่นหมายความว่าเขาจะไม่รอดพ้นจากการติดคุก และโทษอย่างต่ำต้องมี 15 ปี จำนวนปีจะเพิ่มขึ้นไปตามกระสุนที่คุณยิง คุณอยากจะฟังเหตุผลจากความเป็นจริง หรือคุณต้องการแค่ความสะใจ? สังคมย่อมเห็นใจวิศวกรที่ถูกรุมทำร้าย แต่ที่น่าเห็นใจยิ่งกว่าคือ หากต่อสู้แล้วแพ้คดี ใครจะอยู่คอยปกป้อง แม่ และ ลูก เมีย เขา?”

ภาพจาก ชูวิทย์ I’m Back

รวบครูแสบ ขายยาบ้าให้นักเรียน อ้างเงินเดือนไม่พอใช้

ตำรวจจังหวัดสุรินทร์ รวบครูแอบขายยาบ้า ให้นักเรียน โดยผู้ต้องหาอ้างเงินเดือนไม่พอใช้

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.)ชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ จับกุมตัว นายพิทักษ์ บุญเหลี่ยม วัย 49 ปี ครูประจำโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลไพรขลา อำเภอชุมพลบุรี พร้อมของกลางยาบ้า 52 เม็ด หลังสืบทราบว่า มีพฤติกรรมที่น่าตกใจ คือการลักลอบค้ายาบ้า ในกับนักเรียน และเยาวชนในพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี

โดยจากการสอบสวน นายพิทักษ์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อนถูกล่อซื้อ-จับกุม ได้ขายยาบ้า 2 เม็ด ให้กับเด็กนักเรียนชั้น ม.3 อายุประมาณ 15 ปี ขณะที่ตัวเองรับราชการครู มาตั้งแต่ ปี 2538 โดยได้ลักลอบซื้อยาบ้ามาเสพเอง และขายไปด้วย โดยอ้างว่า เงินเดือนไม่พอใช้ แถมระหว่างที่ทำ ก็ไม่มีใครทราบเรื่องนี้มาก่อน โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายพิทักษ์ ไปตรวจปัสสาวะ ซึ่งปรากฏว่ามีสีม่วง พร้อมแจ้งข้อหา มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ก่อนควบคุมตัวไปสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีต่อไป

สตม. เร่งสอบตำรวจถ่ายภาพคู่ ‘ไซซะนะ’ ยัน มีบันทึกเข้าออกประเทศ

ผบช. สตม. เผย กรณีตำรวจ สตม.ถ่ายภาพร่วมกับ ‘ไซซะนะ’ มีความชัดเจนใน 1 สัปดาห์ ยืนยัน มีบันทึกการเข้า-ออก ประเทศทุกครั้ง

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีภาพ 3 นายตำรวจ ถ่ายภาพร่วมกับ นายไซซะนะ แก้วพิมพา นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาวลาว หลังพบว่า หนึ่งในนั้น คือ ร.ต.ท.วไลศักดิ์ อินทรักษ์ รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเลย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกรณีดังกล่าว โดยภายหลังได้มีคำสั่งให้ ร.ต.ท.วไลศักดิ์ ย้ายออกจากพื้นที่

ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงของทางคณะกรรมการ ซึ่ง ร.ต.ท.วไลศักดิ์ ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักกับนายไซซะนะ แต่ภาพที่ปรากฎนั้น เป็นภาพถ่ายเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งนายไซซะนะ พร้อมกับขบวนคาราวาน ได้มาขอถ่าย เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ ซึ่งทาง พล.ต.ท.ณัฐธร ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด และต้องสอบสวนพยานรอบด้าน เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ผบช.สตม. ยืนยันว่า ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีบันทึกการเดินทางเข้าออกประเทศของ นายไซซะนะทุกครั้ง ซึ่ง สตม. มีแนวทางการทำงานและระบบตรวจสอบคนเข้าออกที่ชัดเจน สามารถที่จะตรวจสอบได้ ทั้งนี้ในกรณีดังกล่าวคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะรายงานไปยังผู้บัญาชการตำรวจแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป