ตำรวจ เผยยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ‘เซลล์แมนหนุ่ม’ เสียชีวิต

ผกก.ธรรมศาลา เผย ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า “เซลล์แมนหนุ่ม” เสียชีวิต รอผล DNA จากนิติเวชฯ เทียยบเคียงบิดา – ด้าน พ.อ. ให้การเป็นประโยชน์

พ.ต.อ.ภูมิธัช โฆษิตตวนิชพงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการหายตัวไปปริศนา ของ นายรัติภูมิ พิมใจใส หรือ เบิร์ด อายุ 34 ปี เซลล์ขายรถยนต์ย่านเกษตร – นวมินทร์ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2559 และครอบครัวได้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ช่วยติดตามว่า จากการสอบปากคำพยานหลายปากทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมงาน

ตลอดจนนายทหารยศ พ.อ. ที่มาติดพันแฟนสาวของ นายรัติภูมิ ได้ให้การที่เป็นประโยชน์และให้ความร่วมมือดี ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไป แต่คำให้การต่าง ๆ หากไม่เป็นความจริงก็สามารถพิสูจน์ได้ พร้อมระบุขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลการ DNA ของบิดาเทียบเคียงกับวัตถุพยานต่าง ๆ ที่พบว่าเป็นของ นายรัติภูมิหรือไม่ โดยเฉพาะรองเท้าและสิ่งของที่พบ ส่วนกรณีการงมพบโครงกระดูกในบึงใต้ทางด่วนวานนี้ (4 ก.พ.) ก็อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์เช่นกัน โดยขณะนี้ยังไม่มี
วัตถุพยานหรือหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่า นายรัติภูมิ เสียชีวิตแล้ว ซึ่งก็อาจเป็นไปได้หลายทาง โดยขอเวลาเจ้าหน้าที่ทำงานสักระยะ คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็ว ๆ นี้

สุดเอือม! หนุ่มนั่งดมกาวกลางถนน รถวิ่งผ่านไปมาต้องขับหลบ

สุดเอือม! หนุ่มนั่งดมกาวกลางถนน รถวิ่งผ่านไปมาต้องขับหลบ วอนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าดูแล

วันนี้(5 ก.พ.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก Rut Ronnarit Choosong ที่ได้โพสต์ภาพภาพชายวัยกลางคน ไม่สวมเสื้อ นั่งอยู่กลางถนนที่มีรถสัญจรผ่านไปมา ในมือกำลังถือกระป๋องกาว และหยิบขึ้นมาสูดดมไม่ได้สนใจรถที่ขับผ่านไปมา โดยผู้ถ่ายคลิปต้องช่วยตะโกนให้รถที่ผ่านไปมาช่วยระมัดระวังและขับหลบหลีกไปแทน จุดเกิดเหตุคือบริเวณถนนหลังวัดแสนสุข – สะพานหิน ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต พร้อมข้อความระบุว่า

ไม่ได้ตั้งใจจะมาซ้ำเติม แต่อยากจะให้ผู้เกี่ยวข้องลงมาดูบ้านเมืองของเราบ้างว่าเข้าสู่ AEC.แต่ ประชาชนเรายังไปไม่ถึงไหนเลย

หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายคนมองว่า สะท้อนถึงปัญหาการติดสารระเหยในหลายพื้นที่ของภูเก็ตที่เกิดขึ้นซ้ำซาก นอกจากนี้ ยังอยากวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาแก้ปัญหาอีกด้วย

ภาพจาก Rut Ronnarit Choosong

ปส. จ่อเรียกสอบดารา-ไฮโซ ซี้ไซซะนะ

รองผบช.ปส. คาด 1-2 สัปดาห์ น่าจะชัดเจนว่า “เบนซ์ เรซซิ่ง” โยงเครือข่ายไซซะนะ หรือไม่ ขณะ เตรียมเรียกสอบดารา-ไฮโซ อาจเอี่ยวอยู่ระหว่างตรวจสอบ

พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เปิดเผยถึงการรวบรวมข้อมูลของพนักงานสอบสวน หลังสอบปากคำ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เกี่ยวกับที่มาของรถแลมโบกีนี ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์น่าจะมีความชัดเจน ว่านายอัครกิตติ์ มีส่วนเชื่อมโยงหรือไม่ ซึ่งแนวทางการดำเนินการ หากไม่พบความเชื่อมโยง และมีที่มาของรถแลมโบกินีอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ก็จะคืนรถที่อายัดมาคืนกับเจ้าของ แต่หากการตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้อง ก็จะถูกดำเนินคดีใน ข้อหาฟอกเงิน โดยจะเชิญตัวมารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหาก นายอัครกิตติ์ ให้ความร่วมมือ ก็มีโอกาสได้รับการประกันตัว แต่หากไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหาก็จำเป็นต้องออกหมายจับ

ส่วนกรณีที่มีดารานักแสดง หรือไฮโซ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะบางรายที่ถ่ายรูปร่วมกับเครือข่ายนายไซซะนะ อาจจะแค่ร่วมงานอีเว้นท์ และรับค่าจ้างไป แต่บางรายถ่ายรูปร่วมกันหลายครั้ง เป็นการบ่งบอกถือความสนิทสนม ก็จะต้องตรวจสอบ และประสาน ปปง.ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินพร้อมๆกัน ก่อนจะเชิญมาให้ข้อมูล ซึ่งขณะนี้ไม่สามรถเปิดเผยรายละเอียดได้ ว่ามีจำนวนกี่คน

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ชาตรี ยังเปิดเผยสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงความคืบหน้าหลังสอบปากคำ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ผู้ต้องสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับ นายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย ซึ่งเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดของ นายไซซะนะ แก้วพิมพา พ่อค้ายาเสพติดชาวลาวที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ ว่าหลังจากนี้จะต้องมีการเรียกมาให้ข้อมูลอีก เนื่องจากนายอัครกิตติ์ ยังนำเอกสารมาไม่ครบ แต่ยังไม่กำหนดวัน และเวลา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเตรียมข้อมูลซักถามให้พร้อมก่อนจึงจะเชิญมา เพราะไม่อยากให้เดินทางมาหลายครั้ง แต่หากนายอัครกิตติ์พร้อมจะให้ข้อมูล หรือนำเอกสารมาเพิ่มเติม ตำรวจก็พร้อมรับตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนกรณีที่ นายอัครกิตติ์ ระบุว่ายืมเงินจาก นายณัฐพล 6 ล้านบาท มาดาวน์รถ แต่อ้างว่าไม่มีเอกสาร สัญญาการยืมเงินนั้น เป็นการให้ข้อมูลที่ขาดความน่าถือ และไม่มีน้ำหนัก ซึ่งเบื้องต้นตำรวจยังคงเชื่อว่ารถคันดังกล่าวเข้าข่ายมีความเชื่อมโยงขบวนการของนายณัฐพล

ขณะที่ ป้ายทะเทียน กจ.51 กรุงเทพฯ ที่ติดอยู่กับรถแลมโบกินี แต่ตรวจสอบแล้วเป็นรถโฟคนั้น นายอัครกิตติ์ อ้างว่า นายณัฐพล นำรถโฟคมาจำนำเมื่อหลายปีก่อน และตนถูกโฉลกกับเลขป้ายทะเบียนนี้จึงนำมาใช้ต่อ ซึ่งก็เป็นอีก 1 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายณัฐพลอีก เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตามหารถโฟคคันดังกล่าว และเตรียมเชิญ บุคคลที่มีชื่อครอบครองป้ายทะเบียนดังกล่าวมาให้ข้อมูล ซึ่งขณะนี้รู้ชื่อแล้วอยู่ระหว่างการประสาน

ส่วนรถในรายการของ นายอัครกิตติ์ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการ ยังมีอยู่ แต่ทราบว่าบางคัน นายอัครกิตติ์ระบุว่าได้ขายไปแล้ว และบางคันไม่ได้มีการโอนเป็นเอกสาร ซึ่งก็ต้องพิสูนจ์ว่าหลุดมือไปจริง หรือฝากใครไว้หรือไม่ ซึ่งคำให้การต่างๆ ก็จะรับฟังไว้ แต่ตำรวจเองก็จะพิสูจน์ทราบด้วยเช่นกัน