เอาใจคนอยากมีบ้าน! ธอส. จัดดอกเบี้ยพิเศษให้ลูกค้ารายได้ปานกลาง

เอาใจคนอยากมีบ้าน! ธอส. ออกโปรโมชั่นอัดดอกเบี้ยพิเศษสำหรับบ้านราคา 1.5 ล้านขึ้นไป ชี้ เพิ่มฐานลูกค้ารายได้ปานกลาง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับราคา 2.5 ล้านบาทขึ้นไป และเพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ ธนาคารจึงได้เตรียมกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท จัดทำโครงการสินเชื่อบ้านสบายใจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการขอสินเชื่อวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทขึ้นไป

โดยอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR-3.15% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย อัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2560 และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2560

นอกจากนี้ยังมี โครงการบ้าน ธอส. อุ่นใจ ปี 2560 กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าวงเงินขอกู้ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ 3.50% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4.75% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี

กรณีลูกค้ารายย่อยอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี และกรณีซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ทั้ง 2 โครงการ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้กลไก Business Solution เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไป

‘สามารถ’ แฉ แอร์พอร์ตลิงค์ดับ เหตุ ร.ฟ.ท.บริหารงานชุ่ย ใช้วิธียำอะไหล่

‘สามารถ’ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แฉ แอร์พอร์ตลิงค์ดับ เหตุ ร.ฟ.ท.บริหารงานชุ่ย บกพร่องด้านการบำรุงรักษา ใช้วิธียำอะไหล่

วันที่ 15 มี.ค. 2560 นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับกรณีที่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์เกิดเหตุขัดข้องระหว่างสถานีมักกะสันและสถานีรามคำแหง เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา ว่า

เผยปมแอร์พอร์ตลิงก์เดี้ยงที่ถูกปิดบัง

เหตุการณ์รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้องบ่อยๆ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกินความคาดฝัน เนื่องจากผู้บริหารจัดการเดินรถคือบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ไม่ได้ซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าให้รถและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ในสภาพดี อีกทั้ง ไม่ได้บริหารรถไฟฟ้าอย่างมืออาชีพ ดังที่ผมได้เขียนบทความเผยให้เห็นความบกพร่องทั้งในด้านการบำรุงรักษา

และการบริหารจัดการมาเป็นระยะๆ เช่น ไม่เจียรางรถไฟอย่างสม่ำเสมอ ปล่อยให้น็อตยึดรางหลวม หัก หรือหลุด และไม่ซ่อมบำรุงรักษาใหญ่ (Overhaul) ตามระยะทางที่กำหนดไว้ในคู่มือปฏิบัติ ที่สำคัญ ใช้ขบวนรถไฟฟ้าที่เสียเป็นอะไหล่สำรองรถไฟฟ้าขบวนอื่น โดยการถอดชิ้นส่วนจากขบวนที่จอดเสียเป็นอะไหล่สำหรับรถไฟฟ้าขบวนอื่น หรือที่เรียกกันว่า “ยำอะไหล่” เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้องเมื่อช่วงค่ำของวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 ผมไม่ได้รู้สึกแปลกใจ แต่มีความเป็นห่วงผู้โดยสารอย่างมาก อุบัติเหตุที่เกิดจากนกบินชนอุปกรณ์รับกระแสไฟฟ้า (Pantograph) ซึ่งมีรูปร่างเหมือนแขนคนกำลังงออยู่ และถูกติดตั้งอยู่บนหลังคารถไฟฟ้าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ทั่วโลก แต่พอเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว การแก้ปัญหาของแอร์พอร์ตลิงก์ที่ไม่เหมือนใครในโลกนี่สิน่าเป็นห่วงยิ่งนัก

กล่าวคือ ทันทีที่นกชนอุปกรณ์รับกระแสไฟฟ้าซึ่งสัมผัสอยู่กับสายไฟ อุปกรณ์รับกระแสไฟฟ้าจะลดต่ำลงไม่สัมผัสกับสายไฟโดยอัตโนมัติ ทำให้ขบวนรถไฟฟ้าไม่สามารถรับกระแสไฟฟ้าได้ ส่งผลให้รถไฟฟ้าไม่สามารถวิ่งได้ แต่ก็ยังเคลื่อนตัวได้ด้วยแรงเฉื่อยอีกประมาณ 15 นาที ก็หยุด แล้วรอให้มีรถมาต่อพ่วงเพื่อลาก อนึ่ง ในกรณีอุปกรณ์รับกระแสไฟฟ้าไม่เสียหลังจากถูกนกชนก็จะสามารถยกตัวขึ้นสัมผัสกับสายไฟได้ ซึ่งจะทำให้รถไฟฟ้าวิ่งต่อไปได้ แต่กรณีอุบัติเหตุซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น อุปกรณ์รับกระแสไฟฟ้าเสียหลังจากถูกนกชน ทำให้รถไฟฟ้าไม่สามารถรับกระแสไฟฟ้าได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นเป็นเหตุการณ์ที่ยอมรับกันได้ แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ก็คือการบริหารจัดการของแอร์พอร์ตลิงก์ที่แย่มากๆ ซึ่งไม่มีอยู่ในแถลงการณ์หรือคำชี้แจงของแอร์พอร์ตลิงก์ กล่าวคือ โดยปกติในรถไฟฟ้าจะมีแบตเตอรี่สำรองการจ่ายไฟเพื่อให้มีแสงสว่าง และช่วยระบายอากาศ ซึ่งแบตเตอรี่จะใช้งานได้ประมาณ 90 นาที แต่แอร์พอร์ตลิงก์ของไทยมีแบตเตอรี่ใช้งานได้แค่ 20 นาที เท่านั้น เพราะแบตเตอรี่เสื่อม ทำให้เกิดเหตุระทึกขวัญ ผู้โดยสารไม่มีอากาศหายใจ และภายในขบวนรถไฟฟ้ามืด

เป็นเหตุให้ผู้โดยสารขวัญเสียต้องช่วยกันงัดประตู และทุบกระจกแตกไป 1 บาน เพราะหายใจไม่ออก เมื่อประตูถูกเปิดออกทำให้ระบบความปลอดภัยสั่งให้ระบบห้ามล้อทำงาน รถไฟฟ้าจึงไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถลากรถไฟฟ้าขบวนที่เสียได้ จึงจำเป็นต้องใช้รถไฟฟ้าขบวนอื่นมาจอดขนานกับขบวนที่เสียเพื่อรับผู้โดยสารโดยให้ผู้โดยสารเดินข้ามสะพานมาอย่างทุลักทุเล

หากยังจำกันได้เหตุการณ์กระแสไฟฟ้าขัดข้องและแบตเตอรี่เสื่อมเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559 ทำให้ผู้โดยสารตื่นตระหนกช่วยกันงัดประตูหนีออกจากตู้รถไฟฟ้าที่ร้อนอบอ้าว และขาดอากาศหายใจ หลังจากนั้น แอร์พอร์ตลิงก์ก็เร่งขออนุมัติจัดซื้อแบตเตอรรี่กันอย่างรีบด่วน ปรากฏว่าเพิ่งได้รับแบตเตอรี่ชุดใหม่มาเมื่อปลายเดือนมกราคม 2560 นี้เอง ที่น่าตำหนิอย่างหนักก็คือเมื่อได้รับแบตเตอรี่ชุดใหม่แล้ว แอร์พอร์ตลิงก์ไม่ได้เร่งเปลี่ยนใช้แบตเตอรรี่ชุดใหม่ทันที ยังคงใช้แบตเตอรี่เก่าที่เสื่อมสภาพ ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นมาอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พูดได้ว่า “ตอนไม่มีของก็เรียกหา แต่พอของมาแล้ว กลับไม่รีบนำมาใช้ประโยชน์”

แม้ว่ารัฐบาลนี้ได้เปลี่ยนบอร์ดและผู้บริหารของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด มาหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่การบริหารจัดการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ก็ไม่ได้ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งผ่าตัดบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด อย่างรีบด่วนก่อนที่จะมีโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่หลวงเกิดขึ้น

“ผมไม่อยากให้มีเหตุการณ์เช่นนั้นครับ”

ผอ.ไทยพีบีเอส ประกาศลาออก รับผิดชอบปมซื้อตราสารหนี้ ‘ซีพีเอฟ’

ผอ.ไทยพีบีเอส ประกาศลาออก แสดงความรับผิดชอบปมซื้อตราสารหนี้ ‘ซีพีเอฟ’ ยัน ไม่ผิด แต่กระทบความรู้สึกประชาชนและเครือข่าย

มีรายงานว่า นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ลาออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. หลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบกรณีมีการนำงบประมาณไปซื้อตราสารหนี้ของบริษัทเอกชน

ทั้งนี้ นายกฤษดา ระบุว่า แม้ว่าการดำเนินงานจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก รวมทั้งเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส ซึ่งตนเองได้รับฟังทุกข้อกังวลจากทุกฝ่ายและน้อมรับคำแนะนำ จึงขออภัยต่อการดำเนินการที่กระทบความรู้สึกของทุกคนเป็นอย่างมากและขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง