3 ผู้บริหาร “เนชั่น” ลาออก เปิดทางทุนใหม่เข้าถือหุ้น

3 ผู้บริหารหลัก บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ประกาศลาออกจากบริษัท เปิดทางให้กลุ่มทุนใหม่ที่จะเข้ามาถือหุ้นบริษัทรวมทั้งการบริหารงานในอนาคต

วานนี้ (15 มี.ค.) มีการเรียกประชุมคณะบริหารและพนักงานของ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป โดยเนื้อหาในการประชุมส่วนใหญ่จะเน้นถึงทิศทางการทำงานของกรุ๊ป รวมทั้งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในระหว่างการประชุม 3 ผู้บริหารหลัก คือ 1. นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนากิจ ซึ่งดูแลทีวีเป็นหลัก 2. นายพนา จันทรวิโรจน์ ซึ่งดูแลเดอะเนชั่น การขายโฆษณา และงานออร์แกไนเซอร์เป็นหลัก และ 3. นางสาวดวงกมล โชตะนา ที่ดูแลหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นหลัก ได้ประกาศลาออกจากบริษัท

ทั้งนี้ผู้บริหารทั้งสามราย ยังคงถือหุ้นบริษัทจำนวนหนึ่งด้วย และมีการประกาศที่จะเปิดทางให้กลุ่มทุนใหม่ที่จะเข้ามาถือหุ้นบริษัทรวมทั้งการบริหารงานในอนาคตโดยมีกระแสข่าวว่ากลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่คาดว่ามีการเจรจา หรือสนใจเข้ามาถือหุ้น คือ กลุ่มของนายคีรี กาญจนพาสน์ ซึ่งการที่ต้องการทุนใหม่เข้ามา เพื่อที่จะมาคานอำนาจกับกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาถือก่อนหน้านี้ และเกิดปัญหาทางด้านทุนและการบริหารงาน จนถึงขั้นต้องเป็นคดีความเมื่อไม่นานมานี้ แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดแต่อย่างใด

ช่วงต้นปี 2560 เนชั่นกรุ๊ป ได้ประกาศแผนลดต้นทุนด้วยการทำเออร์ลีรีไทร์ ซึ่งงวดแรกนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่จะให้มีพนักงานเข้าร่วมโครงการสมัครใจลาออกประมณ 480 – 500 คน แต่ปรากฏว่า มีเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น ที่เข้าโครงการและรับเงินชดเชย มีผลตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และล่าสุด มีข่าวว่า จะมีล็อตที่สองอีกที่จะเข้าโครงการ และมีผลกลางเดือนหรือปลายเดือนมีนาคมนี้

อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่นี่ manager.co.th

‘สก อาน’ รองนายกฯเขมรคนสนิท ‘ฮุน เซน’ ถึงแก่อสัญกรรม งบทำศพ 25 ล้านบาท

สมเด็จฯ สก อาน รองนายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชาถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ที่กรุงปักกิ่งประเทศจีนด้วยวัย 66 ปี

ฟาย สีฟาน โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชาออกมายืนยันว่า สมเด็จวิบุลปัญญา สก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว เมื่อวันพุธที่ 15 มี.ค. ในเวลา 18 นาฬิกา 32 นาที ตามเวลากัมพูชา ที่โรงพยาบาลในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน ด้วยโรคประจำตัว ขณะมีอายุได้ 66 ปี ซึ่งจะทำการส่งศพ สมเด็จฯ สก อาน กลับกัมพูชาในวันนี้

สมเด็จฯ สก อาน

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา สมเด็จฯ สก อาน ได้รับการประกาศสถาปนาให้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางชั้นสมเด็จ นาม สมเด็จวิบุลปัญญา สก อาน ซึ่งการสถาปนาครั้งนี้มาพร้อมกับข่าวลือหนาหูว่าเขามีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ

นายสีฟานเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคาร เขาได้รับจดหมายด่วน และกำลังยืนยันความถูกต้องของจดหมายฉบับดังกล่าว ที่มาจากนายบุญ อาย รักษาการประธานคณะรัฐมนตรี ขอให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน จัดงบประมาณจำนวน 3 พันล้านเรียล หรือราว 25.9 ล้านบาท เพื่อจัดพิธีศพให้สมเด็จฯ สก อาน

สมเด็จฯ สก อาน เป็นคนสนิทของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงขั้นเปรียบเทียบได้ว่า สก อาน เป็นมือขวาของเขา นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเกี่ยวดองกันด้วยการที่นาย สก พุทธีวุธ ประธานสมาพันธ์ข้าวกัมพูชา ลูกชายของสมเด็จฯ สก อาน แต่งงานกับ ฮุน มาลี ลูกสาวคนที่ 2 ของสมเด็จฮุน เซน

นาย สกอาน มีภรรยา และลูกอีก 5 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ สก พุทธีวุธ บุตรชายที่เป็นลูกเขยของฮุนเซน ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่น่าจับตามองที่สุดในประเทศ ซึ่งลูกคนอื่น ๆ ก็มีหน้าที่การงานในระดับแนวหน้าเช่นกัน นอกจากดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว สมเด็จ สก อาน ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายอย่าง รวมถึงบทบาทในการเจรจาทางการทูตในการลงนามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 1991

ที่มา abc

TDA พาสื่อไทย-ต่างชาติ ทำข่าวรื้อถอนทุ่นระเบิด 2,500 ทุ่น

สมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย พาสื่อไทย-ต่างชาติ ทำข่าวรื้อถอนทุ่นระเบิด 2,500 ทุ่น ชี้ เป็นสนามรบจริงเมื่อครั้งในอดีต

วันที่ 15 มีนาคม 2560 สมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย ได้พาสื่อมวลชนไทย พร้อมสื่อ ต่างชาติ และ กรมกิจการพลทหาร ทำข่าวในการรื้อถอนทุ่นระเบิด UXO จำนวน 2,500 ทุ่น ในโครงการของ TDA ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ที่ชายแดนช่องพริก อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ที่ช่วยเหลือโดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วม กว่า 25 คน และมีคนพิการเข้าสังเกตการณ์ด้วย การรื้อถอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการปฏิบัติจริง ทุ่นระเบิดจริง ในสนามรบในอดีตจริง

ประวัติการสู้รบในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ พื้นที่ปฏิบัติงานโครงการ ICEA (financially supported by JAPAN) เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ที่เรียกกันว่า อีสานใต้ มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 8,124.056 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นป่าทึบและภูเขาสลับซับซ้อนทอดยาวตามแนวตะเข็บชายแดนไทย

ราวปี พ.ศ. 2518 เกิดการสู้รบกันเองระหว่างเขมรกลุ่มเจ้าสีหนุกับเขมรฝ่ายเฮง สัมริน ที่มีทหารเวียตนามสนับสนุน โดยเกิดขึ้นตลอดแนวชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชา มีการวางทุ่นระเบิดอยู่ในบริเวณพื้นที่ตามแนวชายแดน ทั่งฝั่งประเทศไทยและฝั่งประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ราวปี พ.ศ. 2527 เกิดการสู้รบของฝ่ายเขมรขึ้นอีกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะด้าน อ.สังขะ ทหารเวียตนามที่สนับสนุนเขมรเฮงสัมริน ได้เข้ายึดพื้นที่ตามเนินเขาต่างๆ ไว้หลายจุดและได้เข้าตีและปิดล้อมพื้นที่ ทางด้านทหารไทยที่ตั้งฐานปฏิบัติการป้องกันเขตแดนตามแนวชายแดนประเทศไทยทำการเสริมกำลังทหารและเปิดยุทธการ เข้าผลักดันและขับไล่กองกำลังทหารต่างชาติออกจากพื้นที่ประเทศไทยจนหมดสิ้น ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2529

กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2540 เป็นการเริ่มฉากสงครามตอนอวสานระหว่างฝ่ายเขมรแดง และกองทหารของฝ่ายเจ้ารณฤทธิ์ ที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย โดยการนำของพลเอกเนียก บุญชัย สภาพเป็นเพียงกองโจรกระจายอยู่ตามชายแดนฝั่งไทย ที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มเขมรแดงคือเมือง “อัลลองเวง” ตรงข้ามกับด่านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตามตะเข็บไปด้านตะวันออกประมาณ 30 ก.ม. ไปถึงช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ต่อมาเมื่อผู้นำเขมรแดงหลายฝ่ายแตกทัพและไปเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลมากขึ้น ทำให้เมือง“อัลลองเวง “ตกอยู่ในความครอบครองของฝ่ายรัฐบาลเฮง สัมริน

จนถึง ปี 2541 เป็นการสิ้นสุดสงครามในประเทศกัมพูชา มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายฝ่าย ในช่วงที่มีการสู้รบ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบของเขมรฝ่ายต่างๆ ตามบริเวณแนวชายแดน รวมทั้งยังมีการรุกล้ำพื้นที่เขตแดน เข้ามาปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ประเทศไทย
ราษฎร์ตามแนวชายแดนไทยได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก มีการใช้ทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิดต่างๆในการสู้รบ บาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตมากมายจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

บริเวณช่องพริกพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการ ICEA ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยการสอบถามชาวบ้านและแหล่งข่าว (Non-Technical Survey: NTS) ร่วมกับราษฎร 3 หมู่บ้าน ของตำบลจรัส พอสรุปเหตุการณ์ต่างๆได้ดังนี้
ประมาณช่วงปี 2515 เกิดความไม่สงบและมีการสู้รบในประเทศกัมพูชา โดยเขมรเฮง สัมรินเข้าตีผลักดันเขมรกลุ่มเจ้าสีหนุข้ามเขตชายแดนไทยเรื่อยมา

ประมาณปี 2519 ทางราชการได้สั่งให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดชายแดน (ในบริเวณพื้นที่โครงการ ICEA) ซึ่งก็คือบ้านตระเวงเก่า อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ให้ห่างจากชายแดน บริเวณตำบลจรัส โดยมีชื่อ บ้านตระเวงใหม่ในปัจจุบัน ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านชื่อ นายปริวัตร จันทร์ถาวร ได้ให้ข้อมูลพร้อมผู้ให้ข้อมูลอื่นๆหลายรายว่าในพื้นที่ SHA 397-01-2AD ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเส้นทางสายบ้านจรัส-ช่องพริก ก่อนจะถึงฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนช่องพริก ชาวบ้านเรียกว่า บริเวณต้นห้วยพะยอม (โอนกะบาลปะเปว )

เดิมเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านตระเวงแห่งแรก ก่อนเกิดภาวะสงคราม มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการของทหารหลายฝ่าย รวมทั้งเขมรเสรี เขมรกลุ่มเจ้าสีหนุ และเขมรฝ่ายเฮง สัมริน จนกระทั่งกองทัพไทย โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดยุทธการเข้าผลักดันกองกำลังเหล่านี้ออกไป กระทั่งสถานการณ์สงบลงประมาณปี 2529

ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยของฐานปฏิบัติการเก่า ปรากฏแนวคูเลต หลุมบังเกอร์เก่า หลุมปืน หลุมบุคคลหลงเหลืออยู่ โดยผู้ให้ข้อมูลมีความมั่นใจว่าในบริเวณนี้มีทุ่นระเบิดจำนวนมาก วางกระจายทั่วทั้งพื้นที่ เนื่องจากในอดีตเคยมีผู้ประสบภัยเหยียบระเบิดหลายราย โดยมีเสียชีวิต 2 และบาดเจ็บ 1 ราย ปัจจุบันบริเวณช่องพริก ห้วงตั้งแต่ 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีราษฎรประสบภัยจากทุ่นระเบิดอีกเลย