อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์แจง ครูแพทย์คราวเดียว 8 คน!! เป็นเรื่องปกติ

อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ แจงการลาออกของครูแพทย์คราวเดียว 8 คนเป็นเรื่องปกติ ยันไม่กระทบกับนักศึกษาแพทย์

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช เปิดแถลงอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงกรณีการลาออกของคณาจารย์ภายในสำนักวิชาแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยจนเป็นกระแสข่าวและถูกอ้างว่าสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้ปกครองและนักศึกษาแพทย์ของสำนักวิชาแพทย์ศาสตร์

โดย ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วยคณาจารย์สำนักวิชาแพทย์ศาสตร์ ระบุว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีการลาออกเกิดขึ้นจริง แต่เป็นเรื่องปกติซึ่งได้พูดคุยกับคณาจารย์ 6 ใน 8 ท่านที่ลาออกไปนั้นเป็นเพราะเหตุผลส่วนตัว และยืนยันว่าคณาจารย์ของแพทย์ยังมีเพียงพอ ในการเรียนการสอนจนถึงขณะนี้มีอยู่ 36 คน มีนักศึกษาแพทย์ 48 คน เป็นสัดส่วนของอาจารย์ต่อศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐาน รวมทั้งคณาจารย์ที่ลาออกได้ใช้ทุนทุกท่าน ซึ่งยืนยันว่าเป็นเส้นทางของแพทย์ที่มีอิสระในการเลือกเส้นทางซึ่งไม่ส่งผลกระทบ

ศ.ดร.สมบัติ ยังระบุถึงกรณีการร้องเรียนผ่านสื่อนั้นคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งอ้างภูมิลำเนาของผู้ร้องว่าอยู่ใน จ.นนทบุรี แต่นักศึกษาแพทย์ของมหาวิทยาลัยในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยได้มีข้อตกลงในการผลิตแพทย์เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ในชนบท ซึ่งมีนักศึกษามาจาก 5 จังหวัด เท่านั้นคือ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง จึงไม่สามารถรับนักศึกษาแพทย์จากนอกพื้นที่ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดได้ สำหรับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยจะแล้วเสร็จและเปิดบริหารได้ในปี 2563 จะมีการจัดทำแผนรับแพทย์เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านการเป็นอาจารย์แพทย์ งานวิจัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกถึง 190 คน เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางทางความเป็นเลิศทางการแพทย์ในภาคใต้ตอนบน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการทั้งผู้ป่วยและญาติมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี

หนุ่มโวยห้างดัง เก็บค่าจอดรถโหด 2 ชม. 140 บาท

ชาวเน็ตแชร์ข้อความ หนุ่มโพสต์โวยห้างดังย่าน ถนนรัชดาภิเษก เก็บค่าจอดรถราคาโหด 2 ชั่วโมง 140 บาท

โลกออนไลน์ต่างแชร์โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ตนเองรู้สึกเหมือนถูกปล้น ภายหลังจากที่ไปจอดรถในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง เสียค่าที่จอดรถชั่วโมงละ 70 บาท รวมเป็นเงิน 140 บาท เพราะไม่ได้ปั๊มบัตรจอดรถ หากต้องการจะประทับตราต้องมียอดการซื้อของภายในห้างไม่ต่ำกว่า 500 บาท ซึ่งตนเองเดินซื้อของภายในห้างโดยไม่มีใบเสร็จไปหลายร้อยบาท อีกทั้งไปซื้อของในร้านชื่อดังอีกกว่า 300 บาทก็ยังไม่สามารถปั๊มตราที่จอดรถได้ เนื่องจากยอดซื้อของไม่ถึง 500 บาท

และในใบปลิวประกาศอัตราค่าจอดรถแบบใหม่ยังระบุว่า จะมีการเริ่มใช้อัตราค่าบริการจอดรถแบบใหม่ในวันที่ 15 มี.ค. 60 ซึ่งตนไปซื้อของวันที่12 มี.ค. และคิดว่าคงยังเสียค่าที่จอดรถในอัตราเก่า ที่มีการปั๊มตราให้ลูกค้าภายหลังจากที่ได้ซื้อของภายในห้างราว 200-300 บาท เมื่อมีตราปั๊มแสดงให้เจ้าหน้าที่ก่อนออกจากห้างก็จะเสียเงินเพียงแค่ 20 บาทเท่านั้น

แต่เมื่อตนนำรถออกจากลานจอดรถกลับเสียค่าจอดรถในอัตราค่าจอดแบบใหม่ อย่างไรก็ตามเจ้าของโพสต์ยังระบุอีกว่า ไม่ว่าทางห้างสรรพสินค้าดังกล่าวจะเริ่มใช้อัตราค่าจอดรถแบบใหม่เมื่อใดก็ตาม ตั้งแต่นี้ต่อไปตนขอลาขาดจากการเป็นลูกค้าประจำของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง

ภายหลังจากโพสต์นี้ได้ถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย บ้างก็บอกว่าเคยโดนเก็บค่าจอดรถมหาโหดในห้างสรรพสินค้าเดียวกัน และไม่เห็นด้วยเพราะรู้สึกว่าแพงเกินจริง

วันเฉลิม ขอรับผิดถูกลูกน้องอ้างชื่อ หลังมีสาวโพสต์ ทวงเงิน 1.2 ล้าน

“วัน อยู่บำรุง” แจงน้องซูกัส โพสต์ทวงเงิน 1.2 ล้าน เจอลูกน้องแอบอ้างชื่อทำให้เข้าใจผิด ไม่ติดใจดำเนินคดี

วานนี้ (14 มี.ค. 60) นายวัน อยู่บำรุง บุตรชายของร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง นักการเมืองชื่อดัง ได้ชี้แจงถึงกรณีที่มีสาววัยรุ่นชื่อ “ซูกัส” ร่ำไห้ฟูมฟาย โพสต์คลิปทวงเงินจำนวน 1.2 ล้านบาท ว่า ส่วนตัวไม่รู้จักกับน้องซูกัส ทราบเพียงว่า เป็นแฟนกับรุ่นน้องที่เรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยด้วยกัน

วัน อยู่บำรุง, วันเฉลิม

โดยรุ่นน้องคนดังกล่าว อยู่รุ่นห่างจากตนเองไป 2 ปี และเป็นแฟนคลับในเฟซบุ๊ก รวมถึงเคยเจอกันบ้างตามงานของโรงเรียน แต่ไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นอยู่กลุ่มเดียวกัน ทั้งนี้ ยืนยันว่าตนเองเป็นลูกผู้ชาย ไม่เคยมีพฤติกรรมกลั่นแกล้ง หรือทำร้ายผู้หญิง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น จึงได้สอบถามไปกับคนใกล้ชิด จึงทราบความว่า มีลูกน้องคนสนิทคนหนึ่งนำชื่อตนเองไปแอบอ้าง สร้างสถานการณ์บางอย่าง จนทำให้เกิดการเข้าใจผิด

ซึ่งตนเองในฐานะเจ้านาย ได้ตำหนิลูกน้องไปแล้ว และจะรับผิดชอบกับสิ่งที่ลูกน้องแอบอ้างเอง ซึ่งคาดว่า เรื่องจะจบลงภายใน 1 ถึง 2 วันนี้ นอกจากนี้ นายวัน กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่หญิงสาวคนดังกล่าว โพสต์คลิป สร้างความเสียหายให้กับตนเองนั้น ไม่ติดใจดำเนินคดี เพราะถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด และไม่จำเป็นต้องโทรไปเคลียร์ปัญหากับรุ่นน้องและแฟนสาว