ศาลออกหมายจับ ‘พระธัมมชโย’ ขัดคสช.ไม่รายงานตัว

ศาลธัญบุรี ออกหมายจับ พระธัมมชโย เพิ่มอีก 1 ข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ไม่มารายงานตัวตามหมายเรียก ขณะ DSI ตรวจสอบดัดแปลง MV เพลง เข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยภายหลัง การประชุมร่วมกับชุดปฏิบัติการสืบสวน เพื่อติดตามตัวพระธัมมชโย ว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่าศาลจังหวัดธัญญบุรี ได้มีการออกหมายจับพระธัมมชัยโย เพิ่มอีก 1 หมายจับ ข้อหาขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ไม่มารายงานตัวตามหมายเรียก

ส่วนการดูแลโดยรอบวัดพระธรรมกาย เน้นความปลอดภัยในพื้นที่ โดยได้มอบหมายให้ชุดทำงานที่มีการแต่งตั้งตามคำสั่งที่ 13/2560 เพื่อตรวจสอบว่า ลูกศิษย์ที่เข้าไปในวัดปฎิบัติตัวผิดคำสั่งหรือไม่ เช่น การปิดบังใบหน้า การเชิญลูกศิษย์ให้มีสวดมนต์ โดยต้องดูเจตนาและเงื่อนไขในคำสั่งประกอบ

นอกจากนี้ กรณีที่ทางวัดพระธรรมกายได้นำเพลงจากศิลปินหลายค่ายมาดัดแปลงเนื้อหา ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเข้าไปดู ว่าเข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่ และหากเจ้าของลิขสิทธิ์ต้องการที่จะเอาผิดก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้

สำหรับบุคคลที่มีการออกหมายเรียกไปแล้วนั้น แม้มีการยุติการเข้าค้นวัดพระธรรมกายแล้วก็ยังคงมีผลทางกฎหมายอยู่ ซึ่งขณะนี้ก็มารายงานตัวส่วนหนึ่งแล้ว แต่ยังคงเหลืออีกจำนวนมาที่ยังไม่เข้ามารายงานตัว

ส่วนกรณีที่ทางวัดไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าทำข่าวภายในพื้นที่ ขอให้วัดพิจารณาดูว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับวัดมากกว่ากัน อย่างไรก็ตาม การทำงานตอนนี้ก็เน้นเรื่องการข่าวเป็นหลัก โดยให้ชุดปฎิบัติหน้าที่รายงานด้านการข่าวทุกวัน

เร่งตามจับ! มือเผาป่า อช.ดอยสุเทพฯ สูญกว่า 100 ไร่

ไฟป่า อช.ดอยสุเทพฯ สูญกว่า 100 ไร่ หน.สถานีควบคุมไฟป่า ระบุเป็นฝีมือชาวบ้าน ประสานผู้ใหญ่บ้านตามจับ

ภายหลังจากเมื่อวานนี้ ( 12 มี.ค.) เกิดไฟป่าในพื้นที่ด้านหลังอ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ชุดเสือไฟกว่า 30 นาย ได้เข้าพื้นที่สกัดไฟและควบคุมพื้นที่จนกระทั่งช่วงเย็นวันเดียวกันไฟป่าทั้งหมดได้ดับลง เบื้องต้นมีพื้นที่ป่าเสียหายไปกว่า 100 ไร่

ล่าสุดช่วงสายวันนี้ ( 13 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวสำรวจพื้นที่ พบว่าบริเวณที่ถูกไฟไหม้ มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่จำนวนมาก รวมถึงต้นสักอีกจำนวนหนึ่ง และ ยังมีไฟปะทุตามท่อนไม้และต้นไม้อยู่ตลอดทั้งวัน ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดดับไฟป่าของทหารและเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าของสถานีไฟควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ได้ลาดตระเวนตรวจสอบเพื่อป้องกันประกายไฟลุกลามไปยังพื้นที่ป่าที่อยู่ติดกันเนื่องจากมีกระแสลมแรงพัดมาเป็นระยะ

ทางด้านนายเศกรัฐ ไชยศิริ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ เปิดเผยว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดไฟป่าและพื้นที่รอบข้างเพื่อป้องกันไฟปะทุ ส่วนสาเหตุเชื่อว่ามาจากการจุดไฟเผาป่าของชาวบ้าน แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามาจากการจุดเพื่อกลั่นแกล้ง เนื่องจากในช่วงนี้มณฑลทหารบกที่ 33 มีประกาศห้ามเข้าพื้นที่ป่าอย่างเด็ดขาดระหว่างวันที่ 20 ก.พ.-20 เม.ย. ตามมาตรการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน หรือ เป็นการลักลอบเข้าพื้นที่และเผาเพื่อหาของป่า

หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ระบุว่า ขณะนี้กำลังติดตามตัวผู้ที่ลงมือเผาในครั้งนี้ โดยได้ประสานไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ให้เรียกลูกบ้านที่มีพฤติกรรมเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าบริเวณดังกล่าวมาพูดคุยสอบถาม เชื่อว่าผู้นำชุมชนจะต้องรู้ดีว่าใครที่เข้าข่าย ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่จะติดตามหาตัวและใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ประวัติ ‘พระวีระธู’ ผู้ถูกรุมสับ ฐานหนุนหลัง ‘ธรรมกาย’

เปิดประวัติ ‘พระวีระธู’ แกนนำสงฆ์ชาตินิยม ต่อต้านชาวมุสลิม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นแบบของวัดพระธรรมกาย หลังถูกมหาเถรสมาคมพม่าสั่งแบนห้ามเทศน์ 1 ปี เหตุเนื้อหาการเทศน์มีเนื้อหาปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา

หลังจากมีมติกรณีข่าวใหญ่วงการสงฆ์ในเมียนมา ที่คณะกรรมการสังฆมหานายกะ หรือมะฮะนะ (มหาเถรสมาคมพม่า) 47 รูป ประชุมนัดพิเศษที่กรุงเนปิดอว์และลงมติห้าม“พระวีระธู” ฉายา “บินลาเดนแห่งพม่า”แกนนำสงฆ์ชาตินิยม ผู้มีอิทธิพลในการสร้างความเกลียดชังชาวมุสลิมในเมียนมา ไม่ให้เทศน์ 1 ปี เนื่องจากการเทศน์นั้นมีส่วนสร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา และจะมีบทลงโทษทางกฎหมายหากฝ่าฝืน

หลังจากถูกห้ามเทศน์พระวีระธู ได้โพสต์ภาพตนเองกำลังปิดปาก และแนบภาพนางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ เพื่อสื่อนัยยะว่าแท้ที่จริงแล้ว คำสั่งจากมหาเถรสมาคมพม่า มีความเกี่ยวโยงกับปัญหาทางการเมือง

พระวีระธู ถูกวิจารณ์จากสื่อว่าประพฤติตนไม่สมกับความเป็นพระ แต่กระนั้นได้มีลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพนับถือในตัวพระวีระธูอย่างเหนียวแน่นออกมาปกป้อง ด้วยการแจ้งความเอาผิดต่อผู้ที่วิจารณ์พระวีระธูในเชิงเสียหาย

ย้อนไปถึงประวัติพระวีระธูเมื่อครั้งย่างก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวภัก ในปี 2544พระวีระธูได้ออกจากโรงเรียนเพื่อบวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่อายุได้เพียง 14 ปี พระหัวรุนแรงเริ่มเป็นที่รู้จัก จากรณรงค์ให้มีการบอยคอตธุรกิจของชาวมุสลิม ที่เรียกกันว่าโครงการ “969” ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนให้ชาวพุทธซื้อของจากร้านค้าชาวพุทธด้วยกันด้วย กระทั่งปี 2546 พระวีระธู ถูกศาลสั่งจำคุก 25 ปี ในข้อหายุยงให้เกิดความรุนแรงต่อชาวมุสลิม แต่ถูกปล่อยตัวในช่วงที่มีการนิรโทษกรรมขนานใหญ่ในปี 2553 กระนั้นแม้ถูกปล่อยตัวแต่ยังไม่ทิ้งบทบาทในการเทศน์ต่อต้านชาวมุลิมต่อ ด้วยการปลุกระดมให้เกิดการปะทะระหว่างชาวพุทธและมุสลิม

หลังจากนั้นในปี 2554 คณะทหารดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง ทำให้พระวีระธู สามารถใช้สื่อโซเชียลเผยแพร่แนวคิดชาตินิยมพุทธสุดโต่งได้อย่างอิสระ จนนำไปสู่เหตุจราจลมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและชาวมุสลิมต้องอพยพออกนอกพื้นที่กว่า 13,000 คน

พระวีระธู ก่อตั้งองค์กรพิทักษ์เชื้อชาติและศาสนาหรือ “มะบ๊ะต๊ะ” เป็นกลุ่มชาตินิยมพุทธหัวรุนแรง ที่มัณฑะเลย์ และเปิดตัวเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพรรคยูเอสดีพี ของเต็งเส่งในปี2556

ในปี 2556 นิตยสารไทม์ ได้เผยแพร่บทความ และขึ้นปกด้วยภาพของพระวีระธูพร้อมระบุว่า พระวีระธูเป็นผู้สร้างความหวาดกลัว และเป็นที่มาของเหตุจราจลที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ หลังจากนั้นรัฐมนตรีมหาดไทยเป็นประธานคณะกรรมการสั่งแบนนิตยสารไทม์ฉบับดังกล่าว

โดยเมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา พระวีระธูยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย เรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 44 ดำเนินการกับวัดธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโย ทั้งยังเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียล เฟซบุ๊ก ‘Wira Thu’ ประณามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นผู้ทำลายพุทธศาสนา พร้อมประกาศเตรียมชุมนุมใหญ่หน้าสถานทูตไทยเพื่อกดดันรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดใช้ความรุนแรงปราบปรามที่วัดธรรมกาย นอกจากนี้ยังเคยเดินทางมาประเทศไทย เพื่อรับรางวัลส่งเสริมพระพุทธศาสนาที่วัดพระธรรมกายเมื่อ 2 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการ ‘เชือด’ “พระวีระธู”ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระต้นแบบของ  “ธรรมกาย” เมื่อวันที่ 10 มี.ค. มยิน ซอ วิน รัฐมนตรีกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรมเมียนมา ประกาศว่าได้สั่งห้าม “พระวีระธู” เทศนาภายในประเทศเป็นเวลา 1 ปี เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.ไปจนถึงวันที่ 9 มี.ค.2561และจะมีบทลงโทษตามตามกฎหมายหากฝ่าฝืน ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดการวิจารณ์การดำเนินการที่ล่าช้าของเจ้าหน้าที่ไทยต่อท่าทีในการดำเนินการลงดาบ ‘พระธัมมชโย’ ที่ขณะนี้ยังไม่มีความแน่ชัด และใกล้ถึงบทสรุปของคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงิน รับของโจร และคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน แต่อย่างใด