หนุ่มสุดงง! นั่งอยู่ดีๆ ถูกโจ๋ตีหัวแตก ทั้งที่ไม่รู้จักกัน

หนุ่มสุดงง! นั่งกินข้าวต้มข้างทาง อยู่ดีๆ ถูกกลุ่มโจ๋ใช้ขวดตีหัวแตก ทั้งที่ไม่รู้จักกัน

วันนี้ (2 มี.ค. 60) โลกออนไลน์แห่แชร์คลิปจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Witida Channgam ซึ่งเผยให้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ที่น้องชายของเจ้าของคลิป กำลังนั่งรับประทานอาหารที่ร้านโต้รุ่งแห่งหนึ่ง อยู่กับแฟนสาว และเพื่อนชายอีก 1 คน จากนั้นจู่ๆ ก็ถูกชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่โต๊ะข้างเคียงกับกลุ่มเพื่อนอีก 4 คน ค่อยๆ เดินหันหลังอ้อมมา โดยที่ในมือถือขวด จากนั้นจึงเปิดฉากตีเข้าไปที่น้องชายเจ้าของคลิปอย่างแรง และมีการกระทบกระทั่งกันอยู่ประมาณ 1 นาที ซึ่งในจังหวะนี้ วัยรุ่นที่ก่อเหตุใช้ขวดตีผู้บาดเจ็บ อาศัยช่วงชุลมุนวิ่งหลบหนีไป ก่อนที่กลุ่มเพื่อนของผู้ก่อเหตุทั้งหมดจะเดินตามออกไปทีหลัง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามกับเจ้าของคลิป ทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเวลา 04.00 น. ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยน้องชาย คือ นายอนันต์ จิปิภพ หรือเบนซ์ อายุ 22 ปี ได้พาแฟนสาว และเพื่อนชายอีกคนไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านข้าวต้มโต้รุ่ง บริเวณริมถนนข้างสวนสาธารณะอุทยานสวรรค์ อ.เมือง นครสรรค์ และในระหว่างที่กำลังพูดคุยอยู่กับเพื่อนชายในเรื่องเกม ก็มาถูกหนึ่งในกลุ่มชายวัยรุ่นที่อยู่โต๊ะข้างๆ ใช้ขวดตีที่ศีรษะจนแตก ต้องเย็บถึง 5 เข็ม ทั้งที่น้องชายและกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนั้น ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีเรื่องทะเลาะกันมาก่อน จนถึงวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดียังไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้ จึงได้นำคลิปมาโพสต์ไว้บนเฟซบุ๊ก จนเกิดกระแสแชร์ส่งต่อกันจำนวนมาก

ขณะที่ นายอนันต์ ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ จากการถูกขวดตีจนแตกที่เหนือคิ้วข้างซ้ายต้องเย็บถึง 5 เข็ม และมีเลือดคลั่งที่ตาขาว ซึ่งต้องรอให้หมอตรวจอาการภายหลังว่าเส้นเลือดที่ตาแตกหรือไม่ ส่วนสาเหตุที่ตนถูกตีก็ยังคงงงอยู่ ไม่รู้ว่าสาเหตุอะไร ตนก็ไม่รู้จักพวกเขา ไม่เคยไปแสดงกิริยาที่ไม่ดี หรือเขาอาจจะหมั่นไส้เรื่องหน้าตาที่ดูกวนหรือเปล่า ตนก็ไม่ทราบ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พ.ต.ท.สุทัศน์ ม่วงสุข พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ เจ้าของคดี เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุ ได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเชิญตัวผู้ต้องสงสัยกลุ่มหนึ่งมาให้ผู้เสียหายชี้ตัว แต่ก็ยังไม่ใช่ จึงอยู่ในระหว่างการสืบสวนติดตามของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

ชาวเน็ตแห่ลงชื่อ หยุดใช้รถแดงในเชียงใหม่ หนุน Uber-GrabTaxi แทน

ชาวเน็ตแห่ลงชื่อ หยุดใช้รถแดงในเชียงใหม่ หนุนให้ใช้ Uber-GrabTaxi แทน

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปขนส่งเชียงใหม่ล่อจับแท็กซี่อูเบอร์ โดยให้เหตุผลว่าบริการจากแอพพลิเคชั่นแท็กซี่อูเบอร์ (Uber) และแกร็บคาร์ (GrabCar) ด้วยรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคล ผิดกฎหมายฐานใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียน โดยมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาทนั้น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง มองว่าการใช้บริการรถขนส่งของแอพทั้ง 2 ยังมีความสบายใจและคนขับมารยาทดีกว่ารถแดงสาธารณะ

ล่าสุด ชาวเน็ตได้มีการแชร์แคมเปญจากเว็บไซต์ change.org โดยได้รณรงค์ในหัวข้อ ‘รณรงค์หยุดใช้รถแดงในเชียงใหม่’ ซึ่งได้ล่ารายชื่อผู้สนับสนุนจำนวน 5,000 คน เพื่อเสนอรายชื่อต่อกรมขนส่งทางบกจังหวัดเชียงใหม่ โดยสมาชิกชื่อ Chomsiri Toyingtrakoon เป็นผู้สร้างแคมเปญ ได้เปิดเผยรายละเอียดของการรณรงค์นี้ว่า

รถแดงเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับชาวเชียงใหม่มาช้านาน ทั้งขับรถปาดไปปาดมา เสียงดัง ไล่ผู้โดยสารลงกลางทาง บริการแย่ และปล่อยควันพิษมาทำลายสุขภาพผู้ร่วมใช้ถนน ขนส่งเชียงใหม่ผ่านไปกี่ปีกี่ปีก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของรถแดงได้ เมื่อชาวเชียงใหม่มีทางเลือกที่ดีกว่าเช่น อูเบอร์(Uber) หรือแกรบแท็กซี่(Grab Taxi) ที่ปลอดภัย ถึงที่หมายเร็ว ไม่ต้องเสี่ยงดมควันพิษจากท้องถนน กลับรวมตัวกันเรียกร้องและพยายามกำจัดคู่แข่งโดยไม่พยายามปรับปรุงตนเอง ค่าธรรมเนียมก็เรียกโดยไม่มีมาตรฐาน ตั้งเอาตามความพอใจตัวเอง เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนเชียงใหม่ต้องออกมาแสดงจุดยืน และปกป้องสิทธิตัวเอง ให้แคมเปญนี้เป็นก้าวเล็กๆ สู่การเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ภายในระยะเวลาเพียง 1 วัน มีผู้เข้าร่วมลงรายชื่อสนับสนุนการรณรงค์นี้แล้ว 3,595 กว่ารายชื่อ ขาดเพียงไม่กี่รายชื่อเท่านั้นก็จะครบตามเป้าหมายของทางแคมเปญ ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันว่าการรณรงค์นี้จะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหน

ที่มา change.org

ไอเดียเก๋! ม.แม่โจ้ ให้น.ศ.ปลูกผักขายแลกค่าเทอมลดภาระผู้ปกครอง

แม่โจ้ทำเก๋ ให้ น.ศ. ปลูกผักขาย แลกค่าเทอม ช่วยลดภาระผู้ปกครอง ร่วมสืบสานนำศาสตร์พระราชาสร้างพลังความเข้มแข็ง

ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ (ม.แม่โจ้) เปิดเผยว่า ทางมหาวิทยาลัยได้เปิดตัว ‘โครงการปลูกผักแลกค่าเทอม’ สร้างคน สร้างรายได้ สร้างความยั่งยืน เป็นทางการแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวจะให้นักศึกษาได้น้อมนำศาสตร์ของพระราชา แนวคิด ‘เกษตรทฤษฎีใหม่’ มาปรับใช้จริง เพื่อสร้างรายได้และนำไปใช้เป็นค่าศึกษาเล่าเรียน เป็นอีกภารกิจที่ได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9

ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีนักศึกษากว่า 18,000 คน จาก 14 คณะ และมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งต้องการแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ด้วยการสร้างรายได้จากการทำงาน ขณะเดียวกัน ก็ต้องการเรียนรู้ ด้วยการนำองค์ความรู้ในห้องเรียนออกมาสู่การปฏิบัติงานจริง ซึ่งผลผลิตจากการปฏิบัติงานภาคสนามในแปลง หรือในฟาร์ม ก่อให้เกิด พืช ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ นำมาจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่นักศึกษา ซึ่งเป็นอีกก้าวของการเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบแห่งแรกของประเทศไทย

โดยพื้นที่ที่ใช้นำร่องในการทดลองคือ สำนักฟาร์ม 907 ไร่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาเป็นโซนให้ นักศึกษา 487 คน จาก 12 คณะ ได้ปฏิบัติงาน หรือลงแปลง นอกจากนี้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังมีโครงการนำพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ จากสำนักฟาร์ม อ.พร้าว 1,200 ไร่ สำนักฟาร์มอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ 2,000 ไร่ และสำนักฟาร์มอำเภอละแม จังหวัดชุมพร 2,000 ไร่ ทยอยพัฒนาให้นักศึกษาได้ลงแปลงเพื่อการผลิตเกษตรอินทรีย์ในเร็วๆ นี้