สั่งห้ามรถ 6 ล้อ ขึ้นสะพานไทย-เบลเยี่ยม ช่วงซ่อม

เจ้าหน้าที่ห้ามรถ 6 ล้อขึ้นบนสะพานไทย – เบลเยี่ยม ในช่วงซ่อมแซมเพื่อความปลอดภัย ขณะ ตร. แจงแผนรับมือจราจร พร้อมสั่งตรวจ CCTV หาสาเหตุไฟไหม้ ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง

วันนี้(1 มี.ค.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจสภาพการจราจรบริเวณสะพานไทย – เบลเยี่ยม หลังเปิดการจราจรบนสะพานฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง ให้รถสามารถวิ่งตามปกติเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา พร้อมระบุ ขณะนี้ได้เปิดการจราจรบนสะพานไทย – เบลเยี่ยม ฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าหัวลำโพงให้รถวิ่งได้ตามปกติแล้ว แต่ฝั่งขาออกมุ่งหน้าคลองเตย ได้รับความเสียหายค่อนข้างมากจึงมีความจำเป็นต้องปิดใช้งานเพื่อทำการซ่อมแซมและปรับปรุง

โดยเฉพาะช่องจราจรด้านในคานสะพานที่เป็นเหล็กได้รับความร้อนสูงส่งผลให้คานเหล็กงอตัวและผิดรูปส่งผลให้พื้นผิวจราจรบนสะพานมีการทรุดตัว 30 – 50 เซนติเมตร จำเป็นต้องปิดใช้งานเพื่อซ่อมแซมเป็นเวลา 1 เดือน ส่วนช่องจราจรด้านนอกได้รับความเสียหายเล็กน้อยจะเร่งทำการซ่อมแซมและคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานได้ในวันที่ 6 มี.ค. นี้ ซึ่งจากการเปิดสะพานฝั่งขาเข้าให้รถวิ่งได้ตามปกติก็จะช่วยบรรเทาการจราจรได้บ้างแม้จะยังไม่เป็นปกติ แต่ก็ถือว่าช่วยลดปัญหาการจราจรบนผิวจราจรด้านล่างสะพานได้บ้าง

สำหรับระยะทางของผิวจราจร ฝั่งขาออก ที่ได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้งานได้ยาวประมาณ 30 เมตร หลังจากทำการซ่อมแซมช่องจราจรด้านนอกของฝั่งขาออกและเปิดให้รถวิ่งในวันที่ 6 มี.ค. 60 แล้ว เมื่อผ่านช่วงที่ได้รับความเสียหายของช่องจราจรด้านในแล้วก็จะสามารถให้รถวิ่ง 2 ช่องจราจรได้ตามปกติ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้สะพานไทย – เบลเยี่ยม กรุงเทพมหานคร จะเปิดให้รถยนต์ส่วนบุคคล หรือ รถยนต์เล็ก 4 ล้อวิ่งบนสะพานเท่านั้น ส่วนรถ 6 ล้อขึ้นไปขอความร่วมมืองดวิ่งบนสะพานโดยเด็ดขาด เนื่องจากการรับน้ำหนักมากๆ อาจมีผลต่อสะพานในช่วงที่มีการซ่อมแซมได้จะปรับจราจรบนสะพานฯ โดยในเวลาเร่งด่วนช่วงเช้าเวลา 06.00 – 10.00 น. จะเปิดให้รถวิ่งฝั่งขาเข้าทั้ง 2 ช่อง

ส่วนการจราจร ช่วงเย็นเวลา 15.00 – 20.00 น. จะปรับให้เป็นทางรถวิ่งขาออกทั้ง 2 ช่องจราจร สำหรับนอกเวลาเร่งด่วนจะวางกรวยกั้นช่องจราจรแบ่งเป็นฝั่งขาเข้าและขาออกให้รถวิ่งสวนทางกันฝั่งละช่องจราจร ส่วนการบังคับไฟจราจรยังคงเป็นไปตามปกติไม่มีการปรับเปลี่ยน

สรรพสามิต แจง ตัวเลขขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์ แค่ปรับเพดาน ไม่ใช่ราคาเก็บจริง

สรรพสามิต แจง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ แค่เป็นการปรับเพดาน ชี้ ไม่ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นมากผิดปกติอย่างแน่นอน

จากกรณีการแชร์ข้อมูลการปรับโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาทิ สุรา เบียร์ และไวน์ จะปรับอัตราภาษีตามปริมาณเพิ่มขึ้น โดย พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ จะเปลี่ยนการจัดเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นจัดเก็บจากราคาปลีกส่งผลให้ฐานภาษีสูงขึ้น เพราะจะดูจากปริมาณและระดับแอลกอฮอล์

99

ล่าสุด นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า สำหรับ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ เป็นการปรับเพดานสูงสุดของพิกัดภาษี เนื่องจากของเดิมใช้มานานจึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยจะปรับเปลี่ยนเป็นการคิดคำนวณทั้งจากราคาขายปลีกแนะนำและปริมาณแอลกอฮอล์เป็นฐานการกำหนดอัตราภาษี แต่จะไม่ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นมากผิดปกติตามที่เป็นข่าว

ส่วนอัตราการจัดเก็บจริงจะต้องไม่สร้างภาระเรื่องภาษีให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อฐานการคำนวณโตขึ้น ก็จะต้องปรับลดอัตราลงมาเพื่อให้เสียภาษีในระดับใกล้เคียงของเดิม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับผู้บริโภค ซึ่งจะต้องออกเป็นกฎกระทรวงโดยเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเพดานภาษี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด โดยฝ่ายวิชาการจะนำปัจจัยต่างๆ มาคิดคำนวณ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนที่จะผันแปรไป ส่วนการจัดเก็บภาษีอย่างไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์และนโยบายของรัฐบาลต่อไป

“พระสนิทวงศ์” โพสต์ R.I.P. ศพที่ 2 ของ ม.44 เหตุกู้ชีพติดด่านจนท. เข้าช่วยไม่ทัน

“พระสนิทวงศ์” โพสต์ R.I.P. ศพที่ 2 ของ ม.44 เสียชีวิตในวัดพระธรรมกาย เพราะรถกู้ชีพติดด่านเจ้าหน้าที่ เข้าช่วยไม่ทัน

วันนี้ (1 มี.ค. 60) มีรายงานว่า พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Phra Sanitwong Charoenrattawong โดยระบุว่า R.I.P ศพที่ 2 ของ ม.44 เวลา 11.29 น. ได้รับแจ้งจากผู้ป่วยโรคหอบหืด ต้องการยาพ่น ซึ่งพักอยู่ที่หลังวัด (58 ไร่) โดยปกติจากจุดรับเรื่องถึงที่พักผู้ป่วยใช้เวลาเดินทางเลียบคลองแอล 10 นาที แต่ทางหน่วยกู้ชีพรัตนเวช ติดด่านตำรวจทหาร เพราะตัดสินใจไม่ได้ ต้องถามสอบเจ้าหน้าที่ DSI เท่านั้น

หน่วยกู้ชีพรัตนเวชที่รับเรื่องจึงได้ประสานงานให้รถหน่วยกู้ชีพ 1669 ให้ไปรับคนไข้แทน แต่รถ 1669 มาตามเส้นทางไม่ถูก และไม่ได้รับอนุญาตให้รับคนไข้ที่อื่น นอกจากประตู 7 เท่านั้น

ทั้งนี้ อาสาสมัครรัตนเวช แจ้งว่า ต้องเสียเวลา ย้อนไปที่ประตู 7 เพื่อทำเรื่องขออนุญาต และนำทางให้รถ 1669 ไปรับผู้ป่วย เมื่อไปถึงในเวลา 12.39 น. พบผู้ป่วยได้เสียชีวิตแล้ว เสียเวลาในการติดต่อและผ่านเจ้าหน้าที่ ทั้งหมด 1 ชั่วโมง 10 นาที ระหว่างประสานงานติดต่อผู้ป่วยไม่ได้ เพราะสัญญาณโทรศัพท์ขาดๆ หายๆ

(ชื่อผู้เสียชีวิต น.ส.พัฒนา เชียงแรง อายุ 48 ภูมิลำเนาจังหวัดพะเยา เป็นลูกศิษย์วัด ช่วยงานพยาบาลศูนย์รัตนเวช)