Monthly Archives: March 2017
ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นประหารชีวิต 2 จำเลย ‘คดีเกาะเต่า’
ศาลเกาะสมุยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นประหารชีวิต 2 จำเลย ‘คดีเกาะเต่า’
วันที่ 1 มีนาคม 2560 เวลา 09.00น. ศาลจังหวัดเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้ขึ้นนั่งบังลังก์ 1 เพื่ออ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า โดยมีนายธีระวุฒิ พราหมหันต์ รองอัยการจังหวัดเกาะสมุย ฝ่ายโจทย์ฟัง รับฟังคำตัดสินแทนผู้เสียหายฝ่ายโจทย์

โดยคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้พิจารณาคดีดังกล่าวตามศาลชั้นต้น ว่าการอุทธรณ์ของทนายฝ่าย จำเลยทั้งสองได้แก่นายซอลิน เป็นจำเลยที่ 1 และนายเวพิว เป็นจำเลยที่ 2 แรงงานชาวเมียนมา ที่อ้างว่าฝ่ายโจทย์ไม่มีเอกสารและภาพถ่ายในขั้นตอนการจัดเก็บวัตถุพยาน การบรรจุปิดผนึก การส่งและรับวัตถุพยาน และการตรวจสอบวัตถุพยานบางขั้นตอนมาเป็นพยานนั้น เห็นว่าในการปฎิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีนี้ นับแต่พนักงานสอบสวนรับแจ้งเหตุเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานไปจนถึงการตรวจพิสูจน์เสร็จสิ้น ผู้ตรวจพิสูจน์ออกรายงานส่งให้พนักงานสอบสวน มีเหตุการณ์ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการหลายขึ้นตอน การทำเอกสารถ่ายภาพเหตุการณ์และขั้นตอนต่างๆทั้งหมดเพื่อเก็บไว้ย่อมเป็นไปไม่ได้
การที่โจทย์ไม่ได้เอกสารหรือภาพถ่ายของเหตุการณ์บางขั้นตอน เช่น ไม่ได้รับภาพถ่ายขณะที่ตรวจเก็บวัตถุพยานจากช่องคลอด ทวารหนัก และหัวนมของผู้ตายที่ 2 มาเป็นพยาน จึงไม่เป็นข้อพิรุธที่จะระแวงว่าเจ้าพน้กงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ปฎิบัติงานในขั้นตอนในการตรวจเก็บนั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ศาลเชื่อหรือไม่เชื่อพยานหลักฐานของโจทย์นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพถ่ายภาพหนึ่งภาพใด หรือเอกสารฉบับหนึ่งฉบับใดของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ้ง หรือขั้นตอนใดชั้นตอนหนึ่งเท่านั้น แต่ศาลเชื่อพยานหลักฐานของโจทย์ก็โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งปวงที่โจทย์นำสืบมาทั้งหมดว่ามีเหตุผลเชื่อมโยง มั่นคงหนักแน่น จนแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดนั้นโดยปราศจากความสงสัยใดๆ
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับเหตุผลอื่นๆตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่เป็นสาระ และไม่ทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเกาะสมุย จึงได้อ่านคำตัดสินศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาตามศาลชั้นต้นคือให้ประหารชีวิต นายซอลิน เป็นจำเลยที่ 1 และนายเวพิว เป็นจำเลยที่ 2 แรงงานชาวเมียนมาดังกล่าว
สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยานยน 2557 เวลาประมาณหลังเที่ยงคืน จำเลยทั้ง2 มีเจตนาฆ่านายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ อายุ 24 ปี โดยการใช้ด้ามจอบตีจนถึงแก่ความตาย และน.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ อายุ 24 ปี ถูกจำเลยทั้งสองข่มชืนกระทำชำเรา และใช้จอบตีทำร้ายจนเสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณโขดหิน หาดทรายรี ม.1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมนายซอลิน ผู้ต้องหาได้ที่เกาะเต่า ส่วนนายเวพิว ผู้ต้องหาอีกรายได้หลบหนีไป และถูกจับกุมได้ที่ท่าเทียบเรือนอนในตัวเมือง จ.สุราษฎร์ธานี
และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2558 ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้อ่านคำพิพากษาว่า นายซอลิน จำเลยที่ 1 และนายเวพิว จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา288,289(7),276วรรคสาม ประกอบมาตรา83 และจำเลยที่ 2 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา335(1) วรรคแรก และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา12(1),18วรรคสอง,62วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายที่ 1 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายที่ 2 เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง และในวันเดียวกันทนายความของจำเลยทั้ง 2 ได้ยื่นอุทธรณ์
ชายอินโดฯมีเซ็กส์ก่อนแต่ง ถูกลงดาบเฆี่ยนจนสลบแล้วยังเฆี่ยนต่อ
ชายชาวอินโดนีเซียถูกเฆี่ยนตามกฎหมายศาสนา โทษฐานหลับนอนกับหญิงคนรักก่อนแต่งงาน เป็นลมหมดสติแต่ยังถูกเฆี่ยนต่อ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (1 มี.ค.) ระบุว่าเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา นายเฮริซาล บิน ยุนนุส วัย 27 ปี นายเฮริซาล บิน ยุนนุส วัย 27 ปี ชายชาวอินโดนีเซีย ถูกเฆี่ยนต่อหน้าสาธารณชน ตามคำสั่งของศาลศาสนาที่ให้ลงโทษเขาด้วยการเฆี่ยน 22 ครั้ง จนกระทั่งเป็นลมหมดสติไปร เนื่องจากเขาฝ่าฝืนกฎหมายชารีอะห์ (Sharia Law) ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลาม ด้วยการลักลอบมีสัมพันธ์สวาทกับหญิงคนรักทั้งที่ยังไม่ผ่านการแต่งงาน
ชายผู้ถูกตัดสินว่ากระทำผิด ถูกเฆี่ยนจนหมดสติไป หลังถูกเฆี่ยนได้เพียง 8 ครั้ง เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันอุ้มตัวเขาส่งให้แพทย์ตรวจ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าเขาแข็งแรงดี เจ้าหน้าที่จึงนำตัวกลับมาเฆี่ยนต่ออีก 14 ครั้ง จนครบตามกำหนดโทษ
อย่างไรก็ตาม ประชากรในจังหวัดอาเจะห์ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่และบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์
