ด่วน! คนร้ายขว้างระเบิดใส่ป้อมตำรวจหน้าโรงพักจะนะ จ.สงขลา

ด่วน! เกิดเหตุคนร้ายขว้างระเบิดใส่ป้อมตำรวจหน้าโรงพักจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา เบื้องต้นยังไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

วันนี้ (19 เม.ย.) มีรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่า มีการขว้างระเบิดใส่ป้อมตำรวจหน้าโรงพักจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา จนเกิดเสียงดังสนั่น และได้ยินเสียงชัดเจน เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ เฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ของนักข่าวดัง วาสนา นาน่วม รายงานว่า ตั้งแต่พลบค่ำ 19.00น.เป็นต้นมา เกิดเหตุขี่รถจักรยานยนต์ ขว้างระเบิด จุดตรวจ ป้อมตำรวจ บ้านพัก ตร. ,อส.หลายจุด มีกราดยิง ด้วย ทั้งใน ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา‬ ในพื้นที่ กะพ้อ มายอ จ.ปัตตานี และ ยี่งอ ตันหยงมัส ศรีสาคร รือเสาะ นราธิวาส และ ที่ จะนะ จ.สงขลา ยิง M79 ใส่จุดตรวจร่วม 3 ฝ่าย เทพา สงขลา ส่วน ที่ สุไหงปาดี สุไหงโกลก ตากใบ นราธิวาส ถูกปิดเส้นทาง

ขอบคุณภาพจาก Wassana Nanuam

ศาลลดค่าสินไหม ‘แพรวา’ จาก 30 ล้าน เหลือ 19 ล้าน ชี้โชเฟอร์รถตู้ขับเร็วมีส่วนผิด

ศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งลดค่าสินไหมแพรวา จากเดิม 30 ล้าน เหลือ กว่า 19 ล้าน ชี้ ลดหย่อนตามพฤติการณ์ ระบุคนขับรถตู้ใช้ความเร็วสูงมีส่วนกระทำผิดแม้ไม่ได้ก่อผลโดยตรง

วันนี้(19 เม.ย.) ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ คดีที่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุรถยนต์ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารพลิกคว่ำ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2553 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวา (นามสมมุติ) เยาวชนหญิง ที่ขับรถยนต์ซีวิค รวมพันเอกรัฐชัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา นางนิลุบล อรุณวงศ์ บิดาและมารดา, นายสุพิรัฐ จ้าววัฒนา ผู้ครอบครองรถยนต์ซีวิค ,นายสันฐิติ วรพันธ์, น.ส.วิชชุตา วรขจิต และบริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย 1-7 เรื่องกระทำละเมิด ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย กว่า 113 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี


สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาให้ น.ส.แพรวา บิดา และมารดา ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้กับโจทก์ร่วม รวม 28 คน ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ในจำนวนเงินแตกต่างกันตั้งแต่ คนละ 4,000- 1,800,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี

ต่อมาโจทก์ที่ 5 ,11 และ จำเลย 1-3 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาโดย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์กระทำละเมิดไม่ได้เกิดจาก จำเลยที่1 เพียงฝ่ายเดียว พฤติการณ์ผู้ขับรถตู้ได้ขับด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นการประมาทเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังนี้ การเรียกค่าเสียหายจากค่าขาดไร้อุปการะจำเลยที่ 1-3 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินควร และเมื่อพิจารณาค่าขาดไร้อุปการะตามที่ศาลชั้นต้องกำหนดให้โจทก์แต่ละรายเห็นว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว แต่เมื่อฟังว่า ผู้ขับรถตู้มีส่วนประมาทอยู่บ้างย่อมถือมีส่วนทำผิดความผิดก่อให้เกิดความเสียหายด้วยแต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรง ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้จึงต้องพิจารณาลดหย่อนตามพฤติการณ์ เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยที่ 1-3 รับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วน

พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชำระเงิน แก่โจทก์ที่ 1- 5 ,9-19,21- 22 ,25 -28 รวมเป็นเงินกว่า 19 ล้านบาท โดยมีจำนวนเงินตั้งแต่ 80,000-1,440,000 บาท และให้จำเลยที่4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1-3 ต่อโจทก์ที่ 5 และที่ 11 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

​แสบ! อดีตพนักงานบริษัทนำเที่ยวกระบี่ หลอกขายทัวร์นักศึกษามาเลเซีย

​แสบ! อดีตพนักงานบริษัทนำเที่ยวกระบี่ หลอกขายทัวร์นักศึกษามาเลเซีย  แต่เมื่อเดินทางมากลับติดไม่มีที่พักต่อไม่ได้  เผยจ่ายค่ามัดจำ กว่า 38,000 บาท  

วันนี้(19 เม.ย.) ร.ต.ต.สุวรรณ ท้วมศรี รองสารวัตรตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ เข้าตรวจสอบนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวน 24 คน เป็น ครู 1 คน นักศึกษา 22 คน และเด็ก 1 คน ที่ถูกหลอกขายทัวร์ โดยทางบริษัทมาเรียมทัวร์ ได้ให้นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมาพักค้างคืนที่อเมซอนรีสอร์ท ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ เพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยมีนายวิทิต ก๊กใหญ่ อายุ 43 ปี อยู่ 230 ม.5 ต.ไสไทย และเป็นเจ้าของบริษัทมาเรียมทัวร์ให้การช่วยเหลือ หลังจากนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเดินทางมาที่ จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 18 เมษายนทีผ่านมา แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการจองที่พัก

จากการสอบถามทราบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ใน ซาห์ อลาม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ได้ติดต่อซื้อทัวร์ผ่านนายเอก ซึ่งทราบชื่อต่อมาคือนายธีรเดช แซ่เตียว อดีตพนักงานของบริษัทมาเรียมทัวร์ ซึ่งถูกไล่ออกไปเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา โดยติดต่อกันผ่านทางเฟซบุ๊ก และได้จ่ายเงินมัดจำครึ่งหนึ่งจากจำนวน 38,100 บาท สำหรับการท่องเที่ยวและค่าโรงแรมในกระบี่ตั้งแต่ 18-22 เมษายน 2560

จากนั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวได้บินตรงมาจากมาเลเซียในวันที่ 18 เม.ย.แต่เมื่อมาถึงกระบี่กลับติดต่อนายเอกไม่ได้ ก็นั่งรถเช่าเหมาไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตำบลอ่าวนาง แต่ทางโรงแรมแจ้งว่า ไม่มีการจองมาแต่อย่างใด จึงรู้ว่าถูกหลอกแล้ว จากนั้นทางโรงแรมได้ให้เข้าพักโดยคิดค่าห้อง 250 บาท เพื่อให้การช่วยเหลือ 1 คืน จึงได้เข้าแจ้งความที่สภ.อ่าวนาง และแจ้งตำรวจท่องเที่ยว พร้อมประสานกับทางบริษัทมาเรียมทัวร์ ซึ่งมีการแอบอ้างใช้ชื่อในการซื้อขายทัวร์ เพื่อมารับนักท่องเที่ยวออกจากโรงแรมดังกล่าวมาพักที่อเมซอลรีสอร์ท ซึ่งเป็นของนายวิทิต เจ้าของบริษัทมาเรียมทัวร์ โดยให้พักฟรีจนถึงวันกลับ

ทั้งนี้ เบื้องต้นทางนายวิทิต ได้เตรียมแจ้งความข้อหาแอบอ้างใช้ชื่อทำให้เสื่อมเสีย ส่วนทางนักท่องเที่ยวได้แจ้งความข้อหาหลอกลวงแล้ว นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเลขบัญชีที่นักท่องเที่ยวโอนเงินพบว่ามีการโอนไปยังบัญชีของภรรยานายธีรเดช ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้เร่งติดตามตัวนายธีรเดช และภรรยา มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับปัญหาการหลอกชายทัวร์นักท่องเที่ยวในกระบี่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งเมื่อช่วงประมาณ2ปีที่ผ่านมา หลายหน่วยงานพยายามหาทางแก้ปัญหา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวกระบี่ แต่ในปีนี้ก็มาเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง