เผยความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9

อธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 ที่ อาคารประติมากรรมประกอบฯ

วันนี้ (28 เม.ย. 60) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ ท้องสนามหลวง ฝั่งทิศใต้ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พบภาพรวมคืบหน้าไป 35 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนโครงสร้างแล้วเสร็จ 85 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้ง ติดตามงานสร้างประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ อาทิ การปั้นตกแต่งรายละเอียดเครื่องทรงเทวดายืนรอบพระเมรุมาศ รวมถึง จิตรกรรมฉากบังเพลิง ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเขียนสีเก็บรายละเอียดในส่วนตัวภาพ

นอกจากนี้  ยังมีการสร้างพระโกศจันทน์ ซึ่งดำเนินการฉลุและประกอบลายซ้อนไม้ ส่วนหีบพระบรมศพจันทน์ได้จัดสร้างโครงโลหะและทดลองติดตั้งลวดลายแล้ว

‘สามารถ’ แนะ จับตาประมูล ‘บีอาร์ที’ ส่อล็อกสเปกให้บีทีเอส

‘สามารถ’ แนะ จับตาประมูลผู้เดินรถ “บีอาร์ที” ส่อล็อคสเปคให้บีทีเอส จี้ ตรวจสอบหากใช้เงินของ กทม.ซื้อ รถต้องเป็นของกทม 

วันนี้ (28 เม.ย. 2560) ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับการตั้งข้อสังเกตถึงการประมูลรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า โครงการนี้ กทม.ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที ซึ่งเป็นบริษัทของ กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถตาม “สัญญาจ้างบริหารจัดการเดินรถ” เลขที่ 22-13-53 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553

โดยได้ว่าจ้างเป็นระยะเวลา 7 ปี ในช่วงระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2553 ถึง วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เป็นเงินจำนวน 1,553,267,380 บาท หรือคิดเป็นค่าจ้างเฉลี่ยปีละประมาณ 222 ล้านบาท ค่าจ้างนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเดินรถ ที่สำคัญ ค่าจ้างจำนวนนี้ได้รวมค่าจัดหารถบีอาร์ทีจำนวน 25-30 คัน วงเงิน 213-249 ล้านบาท ไว้ด้วยแล้ว

ในวันเดียวกันนั้น คือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 เคทีได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เป็นผู้เดินรถแทนตนเองตาม “สัญญาจ้างผู้เดินรถพร้อมจัดหารถโดยสาร” เลขที่ กธ.ส.001/53 เป็นระยะเวลา 7 ปี ในช่วงระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม 2553 ถึง วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เช่นเดียวกัน ในสัญญาฉบับนี้ระบุให้บีทีเอสส่งมอบรถบีอาร์ทีจำนวน 10 คัน ภายในวันที่ 24 เมษายน 2553 และจำนวน 15 คัน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2553 โดยใช้เงินที่เคทีได้รับมาจาก กทม.

อ่านมาถึงตอนนี้ทุกท่านคงเข้าใจว่ารถบีอาร์ทีทั้งหมดจะตกเป็นของ กทม. ผมเองก็เข้าใจเช่นนั้น แต่ผมได้รับข้อมูลมาว่ารถบีอาร์ทีทั้งหมดตกเป็นของบีทีเอส ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เป็นไปได้อย่างไร เพราะใช้เงินของ กทม.ซื้อ รถก็ต้องเป็นของกทม. อย่างไรก็ตาม ผมได้ตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งกับกรมการขนส่งทางบก ปรากฏว่ารถบีอาร์ทีจดทะเบียนในนามบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสจริง

ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 ที่จะถึงอีกไม่นานนี้ สัญญาว่าจ้างเคทีและบีทีเอสจะสิ้นสุดลง กทม.จึงมีมติมอบให้เคทีเป็นผู้บริหารจัดการเดินรถต่อไป โดยเคทีได้ประกาศเชิญชวนให้บริษัทที่สนใจเข้าร่วมประมูลแข่งขันเป็นผู้เดินรถ ปรากฏว่ามีผู้สนใจจำนวน 4 ราย รวมทั้งบีทีเอสซึ่งเป็นผู้เดินรถรายเดิมด้วย การเปิดประมูลเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมทั้งด้านราคาและคุณภาพ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง หรือทีโออาร์ (Terms of Reference) ที่เคทีใช้ในการประมูลนั้น มีสาระสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่เป็นธรรม กล่าวคือ ทีโออาร์ข้อ 9.6 ระบุว่า “ผู้รับสิทธิจะต้องจัดให้มีรถโดยสารอย่างน้อย 25 คัน

โดยรถโดยสารมีคุณสมบัติที่สำคัญดังนี้ 1. ลักษณะของตัวรถโดยสารเป็นไปตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก 2. มีประตูทางเข้า-ออก ด้านขวาอย่างน้อย 1 ฝั่ง 3. พื้นรถ (Floor) มีความสูงจากระดับพื้นถนน 90 เซนติเมตร เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับชานชาลาสถานี”

เห็นสเปกรถบีอาร์ทีเช่นนี้แล้ว คนในวงการก็รู้ได้ทันทีว่ามีเฉพาะบีทีเอสเพียงบริษัทเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ เนื่องจากมีรถตามสเปกดังกล่าวอยู่ในมือแล้ว บริษัทอื่นอีก 3 บริษัท ไม่สามารถจัดหารถโดยสารที่มีสเปกดังกล่าวได้ทันเวลาแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ การประมูลก็จะไม่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมทั้งด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการที่อาจจะได้รับคุณภาพการให้บริการไม่ดีพอ อีกทั้ง บีอาร์ทีก็จะไม่สามารถจูงใจให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้นได้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเรียกร้องให้กทม. พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของรถบีอาร์ทีกันแน่ หากบีทีเอสเป็นเจ้าของ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะใช้เงินของกทม.ซื้อรถบีอาร์ทีทั้งหมด

2. แก้ไขทีโออาร์ให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อให้มีการแข่งขันทั้งด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ

หากกทม. บอกว่าไม่สามารถแก้ไขทีโออาร์ได้ ก็เซ็นสัญญาว่าจ้างบีทีเอสโดยตรงไปเลย จะเปิดประมูลให้เสียเวลาทำไม เพราะบริษัทอื่นไม่สามารถเข้าร่วมประมูลด้วยได้ ทั้งหมดนี้ ด้วยความห่วงใยกทม. ที่อาจจะถูกกล่าวหาได้ว่าล็อกสเปกให้บีทีเอส

ที่มา  ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

ครูผู้ช่วยเข้ามอบตัวแล้ว ก่อเหตุทำร้ายดญ. 2 ขวบ

ครูสาว รร.เอกชน โผล่มอบตัว หลังถูกออกหมายจับ ให้การปฏิเสธ ยื่นหลังทรัพย์ขอประกันตัว ตำรวจสอบเพิ่มยังไม่ให้ประกัน

จากกรณีที่แม่วัย 35 ปี เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ว่าลูกสาววัย 2 ขวบ 4 เดือน ถูกครูผู้ช่วยโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ทุบตีทำร้ายร่างกายจนเป็นแผลฟกช้ำทั่วร่ายกาย หลังจากนำลูกสาวไปเข้าเรียนแคมป์ซัมเมอร์ที่โรงเรียน

โดยเหตุเกิดวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้านแม่เด็กหญิงเหยื่อครูสาวโหด ยืนยันจะดำเนินคดีกับครูผู้ช่วยและโรงเรียนเอกชนดังกล่าวจนถึงที่สุด ล่าสุด พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ออกหมายเรียกให้ครูสาวโหด เข้าพบพนักงานสอบสวนในเวลา 10.00 น.เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ครูสาวโหด ไม่มาพบตามนัดหมายเรียก ล่าสุดพนักงานสอบสวนออกหมายจับ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 เม.ย.60 น.ส.อณุศรา อุไรรักษา อายุ 24 ปี ครูผู้ช่วยสาวโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่ทำร้ายเด็กหญิงวัย 2 ขวบ 4 เดือน ได้เดินทางมามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมด้วยทนายความ และสามี โดยครูสาวใช้เสื้อผ้าปิดบังใบหน้าโดยสามีเดินโอบกอดและเดินเลี่ยงหลบสื่อมวลชล เพื่อไม่ให้บันทึกภาพ

จากนั้นพนักงานสอบสวน ได้นำตัวครูสาวโหดเข้าสอบสวนเพิ่มเติม ในเบื้องต้น น.ส.อณุศรา อุไรรักษา อายุ 24 ปี ครูสาวโหด ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และข้อให้การในชั้นศาล พร้อมกับยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัว

พ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า น.ส.อณุศรา อุไรรักษา อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายเด็กหญิงวัย 2 ขวบเศษ ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมด้วยสามี และทนายความ โดยในชั้นนี้ครูผู้ช่วยสาว ผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหาแต่ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐานทั้งพยานบุคล หลักฐานกล้องวงจรปิด ร

วมทั้งผลตรวจร่างกายของเด็กหญิง มั้นใจที่จะดำเนินคดี นส.อณุศรา ผู้ต้องหา ข้อหาทำร้ายร่างกายและข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำและปรับ ส่วนที่ผู้ต้องหาขอยื่นประกันตัวนั้น ตำรวจก็จะพิจารณาอีกครั้ง ว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่