นักร้องเกาหลี ‘คิมแจจุง’ เข้าเยี่ยม ‘น้องมิน’ บริจาค 6.5 แสน หลังทราบว่าเป็นแฟนคลับ

นักร้องเกาหลีชื่อดัง ‘คิมแจจุง’ เข้าเยี่ยม ‘น้องมิน’ สาวไทยป่วยในเกาหลีใต้ พร้อมบริจาคเงิน 6.5 แสน หลังทราบว่าเป็นแฟนคลับ

จากกรณีที่ น้องมิน น.ส.ระภีภรณ์ อายุ 25 ปี สาวไทยที่เก็บเงินบินไปเที่ยวเกาหลีใต้กับเพื่อนหลังเรียนจบ แต่จู่ๆ ระหว่างเที่ยวเกิดช็อกหมดสติกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประเทศเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา โดยครอบครัวเปิดขอรับเงินบริจาคช่วยเหลือ เนื่องจากค่ารักษาพุ่งสูงนับล้านบาท ตามข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด เว็บไซต์ thebridgesmagazine.com รายงานว่า คิมแจจุง ศิลปินชื่อดังชาวเกาหลีใต้ สมาชิกวง JYJ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมน้องมิน ซึ่งยังมีอาการโคม่าที่โรงพยาบาลในเกาหลีใต้เป็นการส่วนตัว หลังทราบจากเพื่อนชาวไทยว่าน้องมิน เป็นแฟนคลับของตน และเมื่อครั้งที่ตนจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา น้องมินก็ได้มาร่วมชมด้วย

ทั้งนี้ คิมแจจุง เข้าเยี่ยมน้องมิน นานกว่า 20 นาที พร้อมภาวนาขอให้เธอฟื้นตัวโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังได้บริจาคเงินจำนวน 20,000,000 วอน (650,000 บาท) ให้แก่พ่อของน้องมิน เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วย

กู้ภัยเป็นงง! ช่วยเด็ก 2 ขวบ ติดในรถ สุดท้ายพ่อเด็กด่าทำรถเป็นรอย

กู้ภัยเป็นงง! ช่วยเด็ก 2 ขวบ ติดในรถยนต์ สุดท้ายพ่อเด็กกลับมาจากซื้อของ ด่าโวยวายทำรถตนเป็นรอย

โลกออนไลน์กำลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเฟซบุ๊กแฟนเพจ ตนหาข่าว จิตอาสา ได้โพสต์ภาพขณะเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือเด็ก 2 ขวบ ติดอยู่ในรถยนต์ ย่านคลองถม พร้อมระบุข้อความเล่าถึงเหตุการณ์ที่พ่อเด็กกลับมาจากซื้อของแล้วโวยวายด่ากู้ภัย ทำรถของตนเป็นรอยก่อนขับออกไป เพราะชาวบ้านช่วยกันต่อว่า โดยมีรายละเอียดดังนี้

#ขอบคุณสักคำก็ไม่มีด่ากู้ภัยอีก

เวลา 16.02 น. รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีเด็ก อายุ 2 ขวบ ติดอยู่ในรถ หลังคลองถมเช็นเตอร์ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง เข้าไปช่วยเหลือสักพัก มีพ่อเด็ก มาถึงโวยวาย หาว่ากู้ภัยทำรถเป็นรอย ชาวบ้านช่วยกันด่าพ่อเด็กสักพัก พ่อเด็กจึงขับรถออกไป “จอดรถลงไปชื้อของรถก็ไม่ได้ติดเครื่องไว้”

ทำดีแล้วมูลนิธิป่อเต็กตึ้งทุกท่าน ถ้าท่านไม่เข้าไปช่วยเด็กขาดอากาศ หายใจแล้วเป็นยังไง! @วชิร 48-21 ทีมงาน ตนหาข่าว จิตอาสา

นายกฯ ชี้ต้องเห็นใจแท็กซี่ปฏิเสธรับคน เผย ม.44 ใช้ไม่ได้ทุกเรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องเห็นใจแท็กซี่ปฏิเสธ อาจมีเหตุผลส่วนตัว ชี้ ม.44ใช้ไม่ได้ทุกเรื่อง

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีรถแท็กซี่ปฏิเสธรับผู้โดยสาร ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากว่า ต้องดูว่ามีรถแท็กซี่อยู่เท่าไหร่ ซึ่งมีจำนวนหลายแสนคัน และเป็นอาชีพหนึ่งที่มีมานาน เราต้องพัฒนารถแท็กซี่เก่ากันให้ได้ เพราะมีหลายบริษัทหลายสมาคม จะต้องนำไปสู่ความทันสมัย มีวิทยุสื่อสาร มีอินเตอร์เน็ตในรถบริษัทไหนที่ไม่มีก็ต้องปรับปรุง ทำให้แท็กซี่ที่พัฒนาแล้วมีรายได้ที่เพียงพอ เพราะเขาใช้ต้นทุนสูง คนที่ยังปรับปรุงรัฐบาลก็ต้องพร้อมที่จะดูแล ส่วนที่ยังไม่ปรับปรุงต้องใช้กฎหมายในการดำเนินการ เพียงแต่งบประมาณของเราไม่มี กำลังหาวิธีปรับปรุงเรื่องเหล่านี้ ทุกคนต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของคนในชาติ มันต้องแก้ไขให้ได้ ประโคมกันเข้าไปมันเสียหายกันทั้งหมด ถามว่าแล้วคนเหล่านี้จะทำอย่างไร เขาจะเอาอย่างไรไปเลี้ยงดูครอบครัว ใครผิดก็ว่าไปตามผิด

เรื่องแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารที่ซ้ำซากนั้น บางครั้งเขาก็มีเหตุผล เขาอาจจะไม่อยากรับ หรือบางครั้งเขาอยากรับแต่รับไม่ได้ มันต้องแยกแยะให้ออก เหมือนเราคิดแต่บังคับให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ วันนี้ที่ทำทุกวัน ตามกฎหมายยังไม่ได้เลย บางเรื่องถ้าเป็นไปได้ก็ขอร้องรับคนซะ อย่าให้เป็นปัญหาอีก มันก็หงุดหงิดด้วยกันทั้งคู่ วันนี้พอมีมาตรการอบรมคนขับแท็กซี่ ก็มีปัญหาจะอบรมทำไม เสียเวลา เสียเงิน ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ออกคำสั่งมาตรา 44 แล้วจะทำอย่างไรได้บ้าง จะต้องบังคับให้รับผู้โดยสาร อีกหน่อยคงต้องออกมาตรา 44 บังคับคนนั่งรถ ให้ขาซ้ายทับขาขวาอะไรแบบนี้หรือเปล่า อย่ามาต่อต้านทุกกฎหมายเลย กฎหมายก็มีส่วนที่ดีเพื่อเกิดสิ่งดีๆ แต่ถ้ามองว่ากฎหมายบังคับ ก็ต้องมีเชิงอย่างนั้น จะได้ไม่เกิดเหตุไง ทั้งนี้ทางฝ่ายความมั่นคงได้เสนอมาตรการที่ผ่อนผันได้บ้าง เขาก็ปรับให้แล้ว

ในส่วนรถอูเบอร์ ได้ให้ไปศึกษาดูว่าจะทำอย่างไร ซึ่งบางคนบอกว่าตรงนี้ดีกว่า กฎหมายระบุ หากเป็นรถรับจ้างจะต้องชัดเจน แต่ที่เราเห็นขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน เขาไม่แสดงให้เห็นว่าเป็นรถรับจ้าง เราไว้ใจได้หรือไม่ว่า ถ้าวันข้างหน้าได้รับการอนุญาต แต่รถเหล่านั้นไม่สัญลักษณ์แสดงถึงการเป็นรถรับจ้าง ตนถามว่าเราจะทำอย่างไร เนื่องจากรถไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งเขาไม่ยอมจดทะเบียน เพราะเขาบอกไม่มีกฎหมาย เขาก็ไม่ผิด ต่อไปถ้าเกิดปัญหาคนเหล่านี้จะสร้างความเดือดร้อน เช่นเดียวกับตรงนี้ เพราะเขาเป็นคนขับ ซึ่งเราจะรู้ใจใครได้ วันนี้อาจจะดี แล้ววันหน้าเราต้องไปโทษอูเบอร์อีกหรือเปล่า อย่างไรก็ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ ทำอย่างไรเราจะสร้างทั้งสองทาง เอาอันที่ดีกว่า แล้วอันนี้เลิกไปมันไม่ได้ เห็นใจคนขับแท็กซี่บ้าง

ขอบคุณ มติชน