เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แถลงข่าว “ข้อมูลใหม่ และความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล ต่อการดำเนินการด้านปิโตรเลียม”
วันนี้ (24 พ.ค.) เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมใหญ่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมคณะ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แถลงข่าว เรื่อง “ข้อมูลใหม่ และความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล ต่อการดำเนินการด้านปิโตรเลียม 3 เรื่อง
โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พบข้อมูลล่าสุดว่ามีกรณีความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลได้เกิดขึ้นทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
เรื่องที่ ๑ การดำเนินคดีความผู้กระทำความผิดกรณีการคืนท่อก๊าซธรรมชาติ โดยยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด
จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ เรื่องการคืนท่อก๊าซธรรมชาติความว่า “เรื่องการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการต้องไปว่ากล่าวกันเอง โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทั้งหลาย” คำสั่งดังกล่าว มีความชัดเจนว่าการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องไปจัดการว่ากล่าวกันเอง เพราะต่างมีสถานภาพเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศาลปกครองสูงสุดแล้ว
หลังจากพบว่าคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการว่ากล่าวหน่วยงานผู้ใต้บังคับบัญชาใดๆ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วยนางสาวรสนา โตสิตระกูล นางสาวบุญยืน ศิริธรรม นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา กับพวก ได้ไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้คณะรัฐมนตรีดำเนินตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ เพราะท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผลปรากฏว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้มีมติแล้วแจ้งให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ ดังนี้

๑. ท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะได้มาจากการประกอบกิจการและใช้เพื่อกิจการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๑ ก่อนมีการแปรรูปและส่งมอบให้บริษัท ปตท.
๒. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กับพวกฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีและมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ขาดไปคิดเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และทำให้รัฐขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่พึงได้รับ
นอกจากนี้ยังยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดว่ามีการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติครบถ้วนแล้ว โดยไม่รอผลการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ และ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ ก่อน
๓. ให้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินคดีอาญากับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กับพวก เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทั้งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยและความรับผิดชอบทางละเมิดด้วย
๔. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔, ๔๖, และ ๑๕ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กับผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้มีการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติที่ขาดไปคิดเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษแก่กระทรวงการคลัง และให้คณะรัฐมนตรียื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนต่อไปภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มิฉะนั้นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะดำเนินการตามมาตรา ๑๗, ๖๓, และ ๖๔ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ และ พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๑ ต่อไป
ภายใต้คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ และหนังสือที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ นั้น นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จึงต้องดำเนินการ ๒ ขั้นตอนให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน คือ
ขั้นตอนที่ ๑ ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติที่ขาดไปคิดเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษแก่กระทรวงการคลัง
ขั้นตอนที่ ๒ ให้คณะรัฐมนตรียื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อปรากฏต่อมาว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นขอให้ศาลปกครองพิจารณาตามมาตรา ๗๕ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง โดยอ้างว่ามีกรณีที่คำวินิจฉัยไม่ชัดเจน หรือมีกรณีข้อเท็จจริงใหม่ โดยคำแนะนำของอัยการ โดยไม่มีการดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๐๐/๒๕๕๗
เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ให้ฝ่ายบริหารว่ากล่าวกันเอง และหนังสือที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แจ้งให้คณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ ให้ดำเนินการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วน ภายใน ๖๐ วัน แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๒๗๓ วัน ก็ยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามแต่ประการใด อันเป็นเจตนาฝืนมติคำสั่งศาลปกครองสูงสุดและมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)
การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และทำให้ประเทศชาติเสียหาย โดยเลือกที่จะเป็น “คนกลาง” แทนการเป็นผู้เสียหาย ทั้งๆ ที่ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ระบุชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรายงานอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่รักษาสมบัติของชาติ และยังมีพฤติการณ์ที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่าคณะรัฐมนตรีใช้วิธีหลบเลี่ยงความผิดของตนเอง ด้วยการรีบสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียวในประเทศไทย ที่เร่งรีบในการคัดสรรคณะกรรมการชุดใหม่โดยปราศจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จริงหรือไม่?
นอกจากนี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้พบข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนได้มีส่วนร่วมในการปกปิดข้อมูลของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้ทักท้วงในเรื่องการคืนท่อก๊าซธรรมชาติไม่ครบถ้วน ต่อศาลปกครองสูงสุดอีกด้วย
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงมีมติ ดังนี้
๑.๑ ให้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ให้ดำเนินคดีความกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔๔ ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีมติให้ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติให้ครบถ้วน และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนภายใน ๖๐ วัน ซึ่งปัจจุบันเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง ๒๗๓ วันก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ให้ถูกต้อง การกระทำความผิดดังกล่าวจึงได้สำเร็จไปแล้ว โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะไป
๑.๒ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รวมถึงอัยการสูงสุด เพื่อเรียกร้องให้ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติให้ครบถ้วน แล้วยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด และตามมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)ที่ได้ยื่นต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ มิใช่ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยไม่ชัดเจน หรือมีกรณีข้อเท็จจริงใหม่ หรือใช้วิธียื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อถ่วงเวลา อันมีความเสี่ยงที่จะทำให้คดีหมดอายุความในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๐ โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ยื่นหนังสือดังกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
๑.๓ อาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ คปพ.เห็นควรสนับสนุนดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเอาผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ดำเนินการปกปิดข้อมูลการทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด โดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล และพวก ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. โดยเร็วที่สุด
เรื่องที่ ๒ การทวงสิทธิของประชาชนในความเสมอภาคและเท่าเทียมกันตลอดจน การรักษาประโยชน์ของชาติสูงสุด กรณีการตรากฎกระทรวงพลังงาน ๓ ฉบับ คปพ. มีความห่วงใยในประเด็นดังต่อไปนี้
๒.๑ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เว็บไซต์ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center) ในหัวข้อข่าว “เปิดร่างกฎกระทรวง ๓ ฉบับเกี่ยวกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพื่อรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์” ระบุว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดร่างกฎกระทรวง ๓ ฉบับ ที่ออกตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซต์ www.dmf.go.th ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามลำดับนั้น
ข่าวที่ปรากฏข้างต้น แสดงให้เห็นว่า มีการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม และมาตรา ๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพราะวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนดังกล่าว อาจเป็นการปิดกั้น ลิดรอน และละเมิดสิทธิของประชาชนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการกระทำที่ทำให้บุคคลไม่เสมอกันในกฎหมาย
๒.๒ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พบว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มิได้นำไปสู่การประมูลตามระบบแบ่งปันผลผลิตที่แท้จริงโดยยึดเอาผลตอบแทนแก่รัฐสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน อีกทั้งยังทำให้ระบบแบ่งปันผลผลิตมีลักษณะเนื้อหาเหมือนกับระบบสัมปทานเดิม โดยอำนาจในการบริหารและขายปิโตรเลียมตกเป็นของเอกชนคู่สัญญา ตลอดจนยังมิได้แก้ไขปัญหาหรือช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดการรั่วไหลหรืออาจทำให้เกิดการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง
ด้วยเหตุนี้การร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจึงขาดความรอบคอบไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนส่วนรวม ไม่ยึดถือและไม่ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และไม่สร้างเสริมให้ ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ไม่ผาสุก และไม่สามัคคีปรองดองกัน อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย
คปพ.จึงขอเชิญชวน พี่น้องประชาชนได้ไปแสดงตนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนร่วมกันเข้าชื่อคัดค้านร่างกฎกระทรวงทั้ง ๓ ฉบับของกระทรวงพลังงาน ตามร่างหนังสือคัดค้านของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่จะยื่นต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ กระทรวงพลังงาน ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารบี เลขที่ ๕๕๕/๒ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม.
เรื่องที่ ๓ เรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้ที่ได้ซื้อหุ้นในโควตาผู้มีอุปการคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จากการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔
ตามที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้มีหนังสือถึงประธานกรรมการและกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เรื่อง ขอให้ตรวจสอบธรรมาภิบาลในการให้โควตา “ผู้มีอุปการคุณ” จองซื้อหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งปรากฏในหนังสือชี้ชวนการขายหุ้นว่ามีการจัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณ จำนวน ๒๕ ล้านหุ้น โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้มีหนังสือเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือตอบกลับมายังเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ว่า “รายชื่อผู้ที่ได้ซื้อหุ้นในโควตาผู้มีอุปการคุณที่ท่านต้องการให้เปิดเผยเป็นข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้”
เนื่องจากหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นั้น มาจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเดิมในนาม การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่ทั้งหมดร้อยละ ๑๐๐ ดังนั้น หุ้นของบริษัท ปตท. จึงย่อมเป็นทรัพย์สินของรัฐแต่เดิม ประกอบกับหนังสือชี้ชวนการขายหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังปรากฏวิธีการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณโดยระบุว่า “การจัดสรรสิทธิในการจองซื้อหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณ ให้อยู่ในดุลพินิจของ บมจ. ปตท.”
เมื่อในขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้กระจายหุ้นย่อมถือเป็นองค์กรของรัฐและหน่วยงานของรัฐอย่างชัดเจน จึงย่อมต้องมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้มีอุปการคุณที่ได้รับโควตาซื้อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อันเป็นทรัพย์สินของรัฐที่ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ประกอบกับหุ้นในส่วนอื่นก็มีการเปิดเผยรายชื่อมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่จะปกปิดรายการผู้มีอุปการคุณเพียงกรณีเดียว
โดยจะยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ในวันจันทร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจร่วมลงชื่อ เวลา ๙.๐๐น. ณ โรงอาหาร สำนักงาน ก.พ.ร. (ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์) และในเวลา ๑๐.๐๐ น. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะเดินทางไปยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อประชาชน ณ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กทม.
จากข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น ขอให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาลได้มีคำสั่ง เพื่อดำเนินการสร้างบรรทัดฐานในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อยึดหลักความโปร่งใส