ชาวบ้านผงา! จี้ตร.จัดการ โจ๋ตั้งแก๊งอาละวาด ป่วนงานพิธีต่างๆ ในหมู่บ้าน

ชาวบ้านที่ร้อยเอ็ดผวา! แก๊งโจ๋ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ออกอาละวาดป่วนงานพิธีตางๆ ตามหมู่บ้าน จี้ตำรวจจัดการ หวั่นมีคนโดนลูกหลงได้รับอันตราย 

วันนี้ (24 พ.ค. 60) เพจ ‘แหม่มโพธิ์ดำ‘ ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความ อ้างเป็นการขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน เพื่อเป็นกระบอกเสียง เร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจัดการกับแก๊งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ ต.ธงธานี อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด หลังวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวได้มั่วสุมกินเหล้า จากนั้นได้ตระเวนออกอาละวาดป่วนงานพิธีต่างๆ  ทั้งงานบวช งานแต่ง อย่าง ไม่เกรงกลัวกฎหมาย  จนทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บจากการกระทำดังกล่าว

โดยเพจดังได้มีข้อความระบุว่า  #นักเลงเปรี้ยวตีนรุมทำร้ายคนหน้าเวทีหมอลำ #โจ๋ตำรวจยังเกรง #อาวุธครบมือ #เหยื่อโดนลูกหลงลูกกระสุนทะลุแก้ม

สวัสดีค่ะควีน ช่วยพวกเราด้วยนะคะ เหตุเกิดวันที่ 20 พ.ค. 60 เวลา 01.00 น. ณ บ้านงิ้ว ม.6 ต.ธงธานี อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด หน้าเวทีหมอลำ ตรงข้ามบ้านเจ้าภาพ มีกลุ่มวัยรุ่นอันธพาลมารุ่มทำร้ายคนที่มาร่วมงาน แล้วก่อกวนบ้านเจ้าภาพ ใช้ไม้ ใช้เก้าอี้ ทุบรถ มีคนโดนยิงที่แก้มก้นไป 1 คน

จนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถผ่าเอากระสุนออกมาได้เลย ผู้บาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ธนบุรี  กลุ่มก่อกวนไม่ได้มาก่อเหตุแค่ครั้งเดียว แต่มาก่อความวุ่นวายทั้งคืนค่ะ และทุกครั้งที่มาเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนมองทุกครั้ง แล้วอีกส่วนหนึ่งไปหลบอยู่หลังประชาชน รบกวนช่วยเหลือชาวบ้านด้วยนะคะ ตอนนี้ชาวบ้านหวาดผวา นอนไม่หลับ เพราะตอนนี้กลุ่มวัยรุ่นยิ่งได้ใจยังตั้งวงกินเหล้าขับรถก่อกวนทุกคืนค่ะ

คปพ. แถลงชี้รัฐบาลไม่โปร่งใส ปมท่อก๊าซปิโตรเลียม

เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แถลงข่าว “ข้อมูลใหม่ และความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล ต่อการดำเนินการด้านปิโตรเลียม”

วันนี้ (24 พ.ค.) เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมใหญ่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมคณะ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) แถลงข่าว เรื่อง “ข้อมูลใหม่ และความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล ต่อการดำเนินการด้านปิโตรเลียม 3 เรื่อง

โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พบข้อมูลล่าสุดว่ามีกรณีความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลได้เกิดขึ้นทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

เรื่องที่ ๑ การดำเนินคดีความผู้กระทำความผิดกรณีการคืนท่อก๊าซธรรมชาติ โดยยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด
จากกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ เรื่องการคืนท่อก๊าซธรรมชาติความว่า “เรื่องการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการต้องไปว่ากล่าวกันเอง โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานทั้งหลาย” คำสั่งดังกล่าว มีความชัดเจนว่าการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐต้องไปจัดการว่ากล่าวกันเอง เพราะต่างมีสถานภาพเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศาลปกครองสูงสุดแล้ว

หลังจากพบว่าคณะรัฐมนตรีไม่ได้มีการว่ากล่าวหน่วยงานผู้ใต้บังคับบัญชาใดๆ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมด้วยนางสาวรสนา โตสิตระกูล นางสาวบุญยืน ศิริธรรม นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา กับพวก ได้ไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้คณะรัฐมนตรีดำเนินตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ เพราะท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผลปรากฏว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้มีมติแล้วแจ้งให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ ดังนี้

๑. ท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเลเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เพราะได้มาจากการประกอบกิจการและใช้เพื่อกิจการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๒๑ ก่อนมีการแปรรูปและส่งมอบให้บริษัท ปตท.

๒. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กับพวกฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีและมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ โดยส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ขาดไปคิดเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ และทำให้รัฐขาดประโยชน์จากค่าเช่าที่พึงได้รับ
นอกจากนี้ยังยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดว่ามีการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติครบถ้วนแล้ว โดยไม่รอผลการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ และ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๔ ก่อน

๓. ให้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินคดีอาญากับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กับพวก เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทั้งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยและความรับผิดชอบทางละเมิดด้วย

๔. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔, ๔๖, และ ๑๕ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ขอให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กับผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้มีการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติที่ขาดไปคิดเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษแก่กระทรวงการคลัง และให้คณะรัฐมนตรียื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนต่อไปภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มิฉะนั้นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จะดำเนินการตามมาตรา ๑๗, ๖๓, และ ๖๔ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ และ พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๑ ต่อไป

ภายใต้คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๐๐/๒๕๕๗ เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ และหนังสือที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ นั้น นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จึงต้องดำเนินการ ๒ ขั้นตอนให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน คือ

ขั้นตอนที่ ๑ ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติที่ขาดไปคิดเป็นเงิน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษแก่กระทรวงการคลัง

ขั้นตอนที่ ๒ ให้คณะรัฐมนตรียื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อปรากฏต่อมาว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติให้สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นขอให้ศาลปกครองพิจารณาตามมาตรา ๗๕ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครอง โดยอ้างว่ามีกรณีที่คำวินิจฉัยไม่ชัดเจน หรือมีกรณีข้อเท็จจริงใหม่ โดยคำแนะนำของอัยการ โดยไม่มีการดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๐๐/๒๕๕๗

เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ให้ฝ่ายบริหารว่ากล่าวกันเอง และหนังสือที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) แจ้งให้คณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ ให้ดำเนินการส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วน ภายใน ๖๐ วัน แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเวลาได้ผ่านไปแล้ว ๒๗๓ วัน ก็ยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามแต่ประการใด อันเป็นเจตนาฝืนมติคำสั่งศาลปกครองสูงสุดและมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และทำให้ประเทศชาติเสียหาย โดยเลือกที่จะเป็น “คนกลาง” แทนการเป็นผู้เสียหาย ทั้งๆ ที่ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ระบุชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรายงานอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่รักษาสมบัติของชาติ และยังมีพฤติการณ์ที่น่าเคลือบแคลงสงสัยว่าคณะรัฐมนตรีใช้วิธีหลบเลี่ยงความผิดของตนเอง ด้วยการรีบสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบอิสระตามรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียวในประเทศไทย ที่เร่งรีบในการคัดสรรคณะกรรมการชุดใหม่โดยปราศจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จริงหรือไม่?

นอกจากนี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้พบข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนได้มีส่วนร่วมในการปกปิดข้อมูลของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้ทักท้วงในเรื่องการคืนท่อก๊าซธรรมชาติไม่ครบถ้วน ต่อศาลปกครองสูงสุดอีกด้วย
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จึงมีมติ ดังนี้

๑.๑ ให้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ให้ดำเนินคดีความกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔๔ ที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีมติให้ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติให้ครบถ้วน และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนภายใน ๖๐ วัน ซึ่งปัจจุบันเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง ๒๗๓ วันก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ให้ถูกต้อง การกระทำความผิดดังกล่าวจึงได้สำเร็จไปแล้ว โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะไป

๑.๒ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รวมถึงอัยการสูงสุด เพื่อเรียกร้องให้ส่งมอบท่อก๊าซธรรมชาติให้ครบถ้วน แล้วยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้มีการบังคับคดีที่ถูกต้องครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด และตามมติคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)ที่ได้ยื่นต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ มิใช่ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยอ้างว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยไม่ชัดเจน หรือมีกรณีข้อเท็จจริงใหม่ หรือใช้วิธียื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อถ่วงเวลา อันมีความเสี่ยงที่จะทำให้คดีหมดอายุความในวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๐ โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ยื่นหนังสือดังกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

๑.๓ อาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ คปพ.เห็นควรสนับสนุนดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเอาผิดทางอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้ดำเนินการปกปิดข้อมูลการทักท้วงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และยื่นคำร้องอันเป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุด โดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล และพวก ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม. โดยเร็วที่สุด

เรื่องที่ ๒ การทวงสิทธิของประชาชนในความเสมอภาคและเท่าเทียมกันตลอดจน การรักษาประโยชน์ของชาติสูงสุด กรณีการตรากฎกระทรวงพลังงาน ๓ ฉบับ คปพ. มีความห่วงใยในประเด็นดังต่อไปนี้

๒.๑ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เว็บไซต์ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center) ในหัวข้อข่าว “เปิดร่างกฎกระทรวง ๓ ฉบับเกี่ยวกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพื่อรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์” ระบุว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดร่างกฎกระทรวง ๓ ฉบับ ที่ออกตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทางเว็บไซต์ www.dmf.go.th ระหว่างวันที่ ๑๑ – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามลำดับนั้น

ข่าวที่ปรากฏข้างต้น แสดงให้เห็นว่า มีการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสาม และมาตรา ๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพราะวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนดังกล่าว อาจเป็นการปิดกั้น ลิดรอน และละเมิดสิทธิของประชาชนที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ถือเป็นการกระทำที่ทำให้บุคคลไม่เสมอกันในกฎหมาย

๒.๒ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) พบว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มิได้นำไปสู่การประมูลตามระบบแบ่งปันผลผลิตที่แท้จริงโดยยึดเอาผลตอบแทนแก่รัฐสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน อีกทั้งยังทำให้ระบบแบ่งปันผลผลิตมีลักษณะเนื้อหาเหมือนกับระบบสัมปทานเดิม โดยอำนาจในการบริหารและขายปิโตรเลียมตกเป็นของเอกชนคู่สัญญา ตลอดจนยังมิได้แก้ไขปัญหาหรือช่องโหว่ที่อาจทำให้เกิดการรั่วไหลหรืออาจทำให้เกิดการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง

ด้วยเหตุนี้การร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจึงขาดความรอบคอบไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนส่วนรวม ไม่ยึดถือและไม่ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และไม่สร้างเสริมให้ ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ไม่ผาสุก และไม่สามัคคีปรองดองกัน อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย

คปพ.จึงขอเชิญชวน พี่น้องประชาชนได้ไปแสดงตนพร้อมสำเนาบัตรประชาชนร่วมกันเข้าชื่อคัดค้านร่างกฎกระทรวงทั้ง ๓ ฉบับของกระทรวงพลังงาน ตามร่างหนังสือคัดค้านของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ที่จะยื่นต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ กระทรวงพลังงาน ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารบี เลขที่ ๕๕๕/๒ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม.

เรื่องที่ ๓ เรียกร้องการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้ที่ได้ซื้อหุ้นในโควตาผู้มีอุปการคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จากการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔

ตามที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้มีหนังสือถึงประธานกรรมการและกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เรื่อง ขอให้ตรวจสอบธรรมาภิบาลในการให้โควตา “ผู้มีอุปการคุณ” จองซื้อหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งปรากฏในหนังสือชี้ชวนการขายหุ้นว่ามีการจัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณ จำนวน ๒๕ ล้านหุ้น โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้มีหนังสือเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๐ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือตอบกลับมายังเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ว่า “รายชื่อผู้ที่ได้ซื้อหุ้นในโควตาผู้มีอุปการคุณที่ท่านต้องการให้เปิดเผยเป็นข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้”

เนื่องจากหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นั้น มาจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเดิมในนาม การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่ทั้งหมดร้อยละ ๑๐๐ ดังนั้น หุ้นของบริษัท ปตท. จึงย่อมเป็นทรัพย์สินของรัฐแต่เดิม ประกอบกับหนังสือชี้ชวนการขายหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังปรากฏวิธีการจัดสรรหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณโดยระบุว่า “การจัดสรรสิทธิในการจองซื้อหุ้นให้แก่ผู้มีอุปการคุณ ให้อยู่ในดุลพินิจของ บมจ. ปตท.”

เมื่อในขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้กระจายหุ้นย่อมถือเป็นองค์กรของรัฐและหน่วยงานของรัฐอย่างชัดเจน จึงย่อมต้องมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้มีอุปการคุณที่ได้รับโควตาซื้อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อันเป็นทรัพย์สินของรัฐที่ต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ประกอบกับหุ้นในส่วนอื่นก็มีการเปิดเผยรายชื่อมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่จะปกปิดรายการผู้มีอุปการคุณเพียงกรณีเดียว

โดยจะยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ในวันจันทร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจร่วมลงชื่อ เวลา ๙.๐๐น. ณ โรงอาหาร สำนักงาน ก.พ.ร. (ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์) และในเวลา ๑๐.๐๐ น. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะเดินทางไปยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อประชาชน ณ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กทม.

จากข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น ขอให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาลได้มีคำสั่ง เพื่อดำเนินการสร้างบรรทัดฐานในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อยึดหลักความโปร่งใส

เกิดแผ่นดินไหว ที่อ.เกาะยาว จ.พังงา ชาวบ้านรับรู้แรงสั่น

เกิดแผ่นดินไหว ที่อ.เกาะยาว จ.พังงา ขนาด 3.4 ชาวบ้านรับรู้แรงสั่นสะเทือน

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อช่วงเวลา 12.58 น. ได้เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.4 แมกนิจูด ในพื้นที่ อ.เกาะยาว จ.พังงา ด้าน นายบัญชา ธนูอินทร์ นายอำเภอเกาะยาว เปิดเผยว่า จากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว เบื้องต้นมีรายงานว่าประชาชนรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเล แต่ไม่ถึงระดับที่รุนแรงมากนัก อาจมีกระจกสั่นไหวบ้างเล็กน้อย

ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดยังไม่น่าเป็นกังวล และ คาดว่าไม่น่าจะเกิดภัยธรรมชาติขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด