“แพท ณปภา” รอด ป.ป.ส.ไม่ฟ้องข้อหาสนับสนุนค้ายาเสพติด

ป.ป.ส. เผยไม่ฟ้อง ‘แพท ณปภา’ ในข้อหาค้ายาเสพติด เนื่องจากไม่พบหลักฐานการรับเงินโดยตรง แต่อาจโดนฟ้องในกรณีร่วมกันฟอกเงิน

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดี นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง และ น.ส.ณปภา ตันตระกูล หรือแพท นักแสดงชื่อดัง ว่า ทางกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้นำสำนวนคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ซึ่งมีผู้ต้องหา 5 ราย ประกอบด้วย นายณัฐพล นาคคำ หรือบอย, นายอัครกิตติ์, นายสรรเสริญ รสานนท์, น.ส.อังสุพร อินา และ น.ส.ณปภา ให้สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินคดี

ส่วนความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แจ้งข้อหากับนายอัครกิตติ์แล้ว เพราะมีหลักฐานชัดเจน เนื่องจากได้รับโอนเงินและสิ่งของมาจาก นายณัฐพล หลายครั้ง โดยนำไปผ่อนรถยนต์แลมโบร์กีนี แบบจ่ายเป็นรายเดือน
ส่วน น.ส.ณปภา ข้อมูลยังไม่ถึง เพราะไม่ได้รับทรัพย์สินโดยตรงมาจาก นายณัฐพล เพียงแต่ว่า นายอัครกิตติ์ ได้โอนเงินต่อมาให้หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 1.9 ล้านบาท

ซึ่งพิจารณาแล้วว่ายังไม่เข้าข่ายความผิด เพราะเงินจำนวนนี้ไม่ได้โอนมาในก้อนเดียวกัน แต่เป็นการโอนมาให้รวมกันกว่า 10 ครั้ง และเป็นช่วงที่เพิ่งแต่งงาน มีบุตร จึงเป็นไปได้ที่สามีจะส่งเงินให้ภรรยา ดังนั้น เห็นควรว่า น.ส.ณปภา ไม่สมควรถูกฟ้องในความผิดสนับสนุนช่วยเหลือกรณีค้ายาเสพติด

สำหรับประเด็น การริบทรัพย์ น.ส.ณปภา ก็ได้โอนเงินทั้งหมดมาให้ทาง ป.ป.ส.หมดแล้ว ขณะที่ นายอัครกิตติ์ ป.ป.ส.ได้อายัดไว้ทั้งรถยนต์หรู และจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ ซึ่งมีหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้เงินจาก นายณัฐพล โดยเจ้าหน้าที่จะรอให้นายอัครกิตติ์ มาชี้แจงว่าได้มาด้วยความสุจริตจริงหรือไม่

คสช. มั่นใจจะจับคนร้ายก่อเหตุระเบิดได้ ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง

โฆษก คสช. มั่นใจจะจับคนร้ายก่อเหตุระเบิดได้ ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ไม่มีการหารือปรับมาตรการ รปภ.วีไอพี เชื่อจะไม่เกิดเหตุรุนแรงเหมือนต่างประเทศ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า คสช. ได้มีการปรับมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ และสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกันเป็นจำนวนมากแล้ว โดยจะมีการบูรณาการกับฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากที่สุด รวมถึง จะมีการบูรณการปรับปรุงซ่อมแซม กล้อง CCTV ในทุกพื้นที่ ให้ใช้การได้ตลอดเวลา เพื่อเป็นอีกตัวช่วยในการติตามเบาะแสผู้กระทำผิดด้วย

ส่วนแนวทางการสอบสวนคดีระเบิด ทั้ง 3 จุด ยังคงไม่มีการตัดประเด็นใดทิ้ง หรือให้น้ำหนักไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ต้องดูจากพยานหลักฐานเป็นหลัก ซึ่งยังคงมั่นใจว่าจะสามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาได้ ส่วนจะสาวไปถึงผู้บงการหรือไม่นั้น ต้องรอผลการสอบสวนอีกครั้ง

ทั้งนี้ โฆษก คสช. ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการปรับมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น ไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยบุคคล ระดับวีไอพีแต่อย่างใด เพราะใช้มาตรการที่เข้มงวดอยู่แล้ว ส่วนการเดินทางลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ก็ให้แต่ละหน่วยในพื้นที่ประเมินสถานการณ์ เพื่อดำเนินการตามมาตรการต่างๆที่เหมาะสม ตลอดจนมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดเหตุรุนแรงหรือก่อการร้าย ที่รุนแรงเหมือนในต่างประเทศแน่นอน

“พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ” สั่งตั้งด่านมั่นคง 27 จุดทั่วกรุงตลอด 24 ชั่วโมง

“พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ” สั่งวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ตั้งด่านมั่นคง 27 จุดทั่วกรุงตลอด 24 ชั่วโมง หลังคนร้ายก่อเหตุลอบบึ้ม รพ.พระมงกุฎฯ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวก่อนประชุมกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันการก่อวินาศกรรม ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากว่า

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายและสั่งการให้ทุกหน่วยที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจภูธรภาค 1 ศูนย์ปฏิบัติการ ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตำรวจสันติบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันในการตั้งจุดตรวจจุดสกัด กว่า 27 จุด ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้เน้นการตรวจอาวุธปืน อาวุธสงครามเป็นหลัก พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งข้อมูลเบาะแสเพื่อติดตามตัวคนร้าย

ขณะเดียวกัน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังระบุด้วยว่า ในระยะนี้ประชาชนอาจจะเดินทางสัญจรไปมาไม่สะดวกเนื่องจากมีการตั้งจุดตรวจจุดสกัด รวมทั้งได้เพิ่มความเข้มงวดในพื้นที่ สถานที่ราชการ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าและสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ ที่จะต้องเพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น