สาวขอระบาย ซื้อของที่ระลึกแจกแขก แต่ของไร้คุณภาพร้านปัดรับผิดชอบ

เภสัชกรสาวชาวลำปาง ร้องไห้ระบายความในใจซื้อยาดมของที่ระลึกขอบคุณแขก ในงานศพยาย แต่กลับสินค้าไม่มีคุณภาพ แถมเจ้าของร้านไม่รับผิดชอบ

วันที่ 30 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าว จ.ลำปาง รายงานว่าเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางพบ น.ส.จิดาภา ไชยสิทธิ์ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ 8 ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ภายหลังจากได้ มีใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “Jidapa Chaisit” โพสต์คลิปวีดีโอเผยแพร่ภาพสดความยาว 6.40 นาที โดยระบุข้อความว่า “ร้านสังฆภัณฑ์ ชื่อนำหน้า ม. ในลำปาง หลอกขายของที่ระลึกงานศพ” ซึ่งภายในคลิปพบว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งอยู่ภายในรถได้นำยาดมมาถือโชว์พูดระบายความในใจและร้องไห้หลั่งน้ำตาไปด้วย

หลังจากที่ได้ไปซื้อมาจากร้านสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่งเพื่อจะนำไปเป็นที่ระลึกในงานศพของคุณยายตนเอง แต่เมื่อนำไปแจกกลับพบว่ายาดมดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานแขกที่มาร่วมงานต่างก็ไม่รับบางรายรับแล้วก็ไปเอาไปทิ้ง จึงทำให้ทางญาติเสียใจเป็นอย่างมาก เมื่อเสร็จงานแล้วจึงนำไปติดต่อทางร้านเพื่อขอเพิ่มเงินเปลี่ยนเป็นสินค้าตัวอื่นแต่ทางร้านก็ไม่รับคืนแต่อย่างใด จึงได้อัดคลิปแพร่ภาพสดดังกล่าวจนมีคนมาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.จิดาภา ไชยสิทธิ์ ซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กที่โพสคลิปดังกล่าวได้เล่าว่าตนเองทำงานเป็นเภสัชกรอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ซึ่งในวันฌาปนกิจศพ พอทำพิธีที่สุสานเสร็จก็ได้มีการนำยาดมมาแจก เพื่อเป็นการขอบคุณให้กับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเพื่อเป็นของที่ระลึก แต่ปรากฏว่าเมื่อมีคนรับไปแล้ว ก็ได้แกะใช้งานพบว่ายาดมดังกล่าวอยู่ในสภาพที่ชำรุด ตัวหลอดยาดมหลุดออกมาเป็นชิ้นส่วน ทำให้คนที่ได้รับไปต่างก็นำมาคืนหรือบางรายก็เอาไปโยนทิ้ง จึงได้เก็บไว้และไม่เอาแจกให้คนอื่นต่อ ซึ่งทำให้ตนเองและทางญาติรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

โดยเมื่อเสร็จงานตนเองก็นำยาดมที่เหลือทั้งหมดจำนวนกว่า 300 หลอดกลับไปที่ร้านสังฆภัณฑ์ที่ซื้อมาเมื่อวันที่ 25 พ.ค. โดยตนเองตั้งใจว่าจะนำยาดมดังกล่าว ไปขอเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างอื่นและยินดีจะเพิ่มเงินให้ เพราะสินค้าที่ซื้อไปชำรุดไม่ได้มาตรฐาน แต่ทางเจ้าของร้านก็ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับคืนและอ้างว่าสินค้าของตนเองขายดีและขายมาเป็น 10 กว่าปีแล้ว ไม่เคยมีใครนำมาคืนหรือมีปัญหาแต่อย่างใด

ซึ่งทำให้ตนเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก และเสียใจที่ตนเองไม่ได้ตรวจสอบสินค้าให้ดีก่อนซื้อ เพราะด้วยความที่เชื่อใจในสินค้าของร้านดังกล่าว สำหรับยาดมทั้งหมดได้ซึ่งซื้อมาจำนวน 400 หลอด ในราคาหลอดละ 3 บาท เป็นเงิน 1,200 บาท และมีค่าสติกเกอร์ชื่อติดยาดมอีก 320 บาท รวมเป็นเงิน 1,520 บาท ที่ร้านขายสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่งที่บริเวณ ถ.รอบเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง

อย่างไรก็ตามตนเองก็ไม่ได้สนใจในเรื่องของราคาว่าจะถูกหรือแพง แต่ต้องการสินค้าที่ได้มาตรฐานเพื่อนำไปใช้ในงานศพ จึงอยากจะขอเตือนให้ชาวลำปางที่จะไปซื้อสินค้าประเภทดังกล่าว ให้ตรวจสอบให้ดีก่อนจะซื้อเพื่อจะได้ไม่เจอเหตุการณ์ที่ตนเองเจอแบบนี้อีก ทั้งนี้ได้เข้าแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้ สภ.เมืองลำปาง ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะนำสินค้าดังกล่าวเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดลำปางอีกครั้ง เพื่อให้เข้าตรวจสอบร้านค้าดังกล่าวที่นำสินค้า ที่ไม่ได้มาตรฐานมาขายให้ประชาชนในพื้นที่ จ.ลำปาง ต่อไป

อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เสนอ 6 แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม จี้ กทม. เร่งจัดการ

ดร.สามารถ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ เสนอ 6 แนวทางแก้ปัญหา ‘น้ำท่วม’ หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง พร้อม จี้ กทม. เร่งจัดการ

วันนี้ (30 พ.ค.2560) ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์  โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” ถึงกรณีที่กรุงเทพมหานครเกิดน้ำท่วมขังรอการระบายหลายจุด หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อความระบุว่า

ช่วยกันแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เถอะครับ

หลังจากฝนตกหนักในคืนวันพุธที่ 24 พฤษภาคม ต่อเนื่องไปถึงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างหนักในหลายพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกรุงอย่างสาหัสสากรรจ์ โดยเฉพาะผู้ใช้รถใช้ถนนดังที่ทราบกันโดยทั่วไป

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ต้องการตำหนิหรือซ้ำเติมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำทุกคนที่ได้ทุ่มเทสรรพกำลังทำงานกันอย่างหนัก หามรุ่งหามค่ำเพื่อช่วยเหลือชาวกรุง ในทางกลับกัน ผมต้องการที่จะหาทางช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้กับชาว กทม.

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกครั้งที่ฝนถล่มกรุงและทำให้เกิดน้ำท่วมหนัก ผู้บริหารกทม. มักจะออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลเดิมๆ เหมือนเมื่อตอนที่ผมเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งเป็นเวลาผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว แต่คำชี้แจงก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เช่น (1) ปริมาณน้ำฝนเกินความจุของท่อระบายน้ำ เนื่องจากท่อระบายน้ำมีขีดความสามารถจำกัด ทำให้ต้องใช้เวลาระบายน้ำนาน (2) มีจุดอ่อนน้ำท่วมหรือแอ่งกระทะหลายแห่ง

และ (3) ประชาชนทิ้งขยะและสิ่งของเครื่องใช้ลงในท่อระบายน้ำ ลำราง คลอง และแม่น้ำ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ พร้อมกับได้รายงานคนกรุงเทพฯ ต่อว่า กทม.ได้ขุดลอกคูคลอง และท่อระบายน้ำเป็นระยะทางยาวหลายพันกิโลเมตร อีกทั้งได้พร่องน้ำหรือลดระดับน้ำให้ต่ำลง เพื่อให้คูคลองและท่อระบายน้ำมีพื้นที่รับน้ำฝนได้ นั่นคือสูตรสำเร็จในการชี้แจงประชาชน ซึ่งผมจำได้ขึ้นใจมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.

มาถึงยุคหลังๆ กทม.ได้แสดงภาพการจัดเก็บขยะและสิ่งของเครื่องใช้ที่สถานีสูบน้ำ และปากทางลงอุโมงค์ พร้อมทั้งระบุน้ำหนักของขยะที่เก็บได้ เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ เห็นใจและเข้าใจถึงปัญหาอุปสรรคในการระบายน้ำ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจว่าคนกรุงเทพฯ คงไม่อยากรับรู้ว่ากทม.ได้ทำอะไรลงไปแล้วบ้าง หรือมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร เพราะเป็นหน้าที่ของกทม.ที่จะต้องหาทางแก้ไข แต่เขาต้องการดูที่ผลลัพธ์มากกว่า นั่นคือน้ำไม่ท่วม หรือไม่ขังเป็นเวลานาน ที่สำคัญก็คือ จะต้องไม่ทำให้เขาเดือดร้อน หลายคนอยากรู้ว่าในเมื่อกทม.เข้าใจปัญหาปัญหาดีอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่หาทางแก้ไข ทำไมเขาต้องประสบปัญหาน้ำท่วมตลอดมาทุกปี นี่เป็นคำถามที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนต้องการคำตอบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำในเขตที่มีน้ำท่วมขังหลายเขต และได้รับทราบอุปสรรคในการระบายน้ำดังนี้

1. เครื่องสูบน้ำเสีย ไม่พร้อมใช้งาน ปัญหานี้เป็นมาตลอดทุกครั้งที่มีน้ำท่วม 2. เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ยังคงใช้น้ำมัน (ไม่ใช้ไฟฟ้า) ซึ่งอยู่บริเวณประตูน้ำ เมื่อน้ำมันหมดจะต้องรอให้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ขนน้ำมันมาเติม ซึ่งบางครั้งต้องรอนานถึง 3-4 ชั่วโมง ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า 3. เครื่องสูบน้ำที่สำนักงานเขตยืมมาจากสนน. ได้มาเฉพาะเครื่องแต่ไม่ได้ค่าน้ำมันมาด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เขตจะต้องบริหารการใช้น้ำมัน บางทีก็ต้องควักกระเป๋ากันเอง

4. มีบางลำรางหรือคลองที่กทม.ไม่ได้ขุดลอก และเก็บผักตบชวา วัชพืช อย่างต่อเนื่อง 5. มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ เช่น ที่คลองหลุมไผ่ เขตลาดพร้าวและเขตบางเขน มีโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำโครงการนี้สิ้นสุดสัญญาไปตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2558 แต่จนถึงวันนี้งานก่อสร้างก็ยังล่าช้า เนื่องจากไม่สามารถรื้อย้ายผู้บุกรุกคลองได้ ที่น่าเป็นห่วงก็คือยังคงมีนั่งร้านสำหรับตอกเสาเข็มอยู่ในคลองเป็นระยะทางประมาณ 300-400 เมตร ซึ่งเป็นที่เก็บกักผักตบชวาและขยะได้เป็นอย่างดี ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ผมได้ไปสำรวจพื้นที่นี้เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2560

ปัญหาดังกล่าวข้างต้น กทม.สามารถแก้ไขได้หากมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเสนอ กทม.พิจารณาดำเนินการดังนี้

1. ซ้อมการระบายน้ำก่อนจะถึงหน้าฝน

ที่ผ่านมาเรามีการซ้อมหนีไฟไหม้ได้ แล้วทำไมจะซ้อมระบายน้ำไม่ได้ เหตุที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะว่าทุกปีเมื่อกทม.เจอฝนตกหนักครั้งแรก จะต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว เพราะมีปัญหาด้านบริหารจัดการ เนื่องจากกทม.ห่างเหินจากการระบายน้ำไปหลายเดือนหลังจากหน้าฝนในปีที่ผ่านมา ต่อจากนั้นคนกรุงเทพฯ ก็จะได้รับฟังคำชี้แจงของกทม.ด้วยเหตุผลเดิมๆ ตลอดมาดังกล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้น การซ้อมระบายน้ำก่อนจะถึงหน้าฝนจะทำให้กทม.รู้ว่าผู้เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ การพร่องน้ำ การจัดเก็บขยะ ผักตบชวา และการขุดลอกคูคลองมีความพร้อมหรือไม่

2. สำรวจสภาพท่อระบายน้ำ

ผมทราบว่ามีท่อระบายน้ำบางพื้นที่แอ่นตัว ไม่ได้ระดับ เนื่องจากพื้นดินทรุด ทำให้น้ำไหลได้ไม่คล่อง ส่งผลให้น้ำไหลจากท่อไปสู่คลองได้อย่างลำบาก น้ำจึงท่วมถนน กทม.จะต้องสำรวจหาท่อระบายน้ำที่แอ่นตัวและวางท่อใหม่โดยด่วน

3. สร้างประตูน้ำในคลองหลัก

กทม.ควรสร้างประตูน้ำพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในคลองหลัก เช่น คลองลาดพร้าว และคลองเปรมประชากร เป็นต้น เพื่อสูบน้ำและลำเลียงน้ำส่งต่อเป็นทอดๆ ไปสู่อุโมงค์ หรือแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะทำให้น้ำไหลจากท่อไปสู่คลอง และจากคลองไปสู่อุโมงค์ หรือแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างรวดเร็ว น้ำก็จะไม่ท่วมขัง

4. ห้ามปล่อยน้ำจากโรงบำบัดน้ำเสียลงสู่คลองในช่วงฝนตกหนัก

กทม.จะต้องสั่งห้ามเอกชนที่รับจ้างบำบัดน้ำเสียที่โรงงานบำบัดน้ำเสียของกทม.ทุกโรงไม่ให้ปล่อยน้ำที่บำบัดแล้วลงสู่คลองในช่วงฝนตกหนัก ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำในคลองได้ เพราะปริมาณที่ถูกปล่อยออกมามีมากทีเดียว เช่น โรงบำบัดน้ำเสียดินแดงปล่อยน้ำส่งสู่คลองสามเสนวันละประมาณ 350,000 ลูกบาศก์เมตร และโรงบำบัดน้ำเสียจตุจักรปล่อยน้ำลงสู่คลองบางซื่อวันละประมาณ 150,000 ลูกบาศก์เมตร อนึ่ง เอกชนผู้รับจ้างจะพยายามปล่อยน้ำลงสู่คลองให้มากที่สุด เพราะเขาจะได้รับค่าจ้างมากตามปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมา โดยกทม.ต้องจ่ายค่าจ้างประมาณ 2 บาทต่อลูกบาศก์เมตร

5. ยกระดับถนนสายหลักที่น้ำท่วมเป็นประจำ

กทม.ควรสำรวจหาถนนที่มีน้ำท่วมเป็นประจำแล้วยกระดับให้สูงขึ้น เช่น ถนนรัชดาภิเษกช่วงตัดกับถนนลาดพร้าวถึงแยกรัชโยธิน เป็นต้น บริเวณนี้มีน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ทำให้รถต้องจอดหนีน้ำอยู่บนสะพานลอย ดังที่เห็นภาพในเครือข่ายสังคมเมื่อเร็วๆ นี้

6. วางท่อระบายน้ำบริเวณแอ่งกระทะเพิ่มเติม

กทม.จะต้องหาทางวางท่อระบายน้ำเพิ่มเติมให้ได้ เพื่อลำเลียงน้ำจากพื้นที่แอ่งกระทะไปสู่คลอง และจากคลองไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยาหรืออุโมงค์ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกทม.อ้างมาตลอดว่าท่อระบายน้ำมีขีดความสามารถจำกัด ทำให้ลำเลียงน้ำจากแอ่งกระทะไปลงคลองและต่อเนื่องไปถึงปากอุโมงค์ได้ยาก ด้วยเหตุนี้ หากกทม.ไม่วางท่อระบายน้ำเพิ่มเติมเพื่อลำเลียงน้ำไปป้อนให้อุโมงค์ได้อย่างรวดเร็ว การสร้างอุโมงค์ขึ้นมาก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ แม้จะสร้างอุโมงค์เพิ่มขึ้นอีกกี่อุโมงค์ก็ตาม เพราะไม่สามารถใช้อุโมงค์ได้เต็มขีดความสามารถนั่นเอง การก่อสร้างอุโมงค์จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

กทม.ควรเร่งสำรวจพื้นที่ที่จะต้องวางท่อระบายน้ำเพิ่มเติม หากวางใต้ดินไม่ได้ ก็สร้างเป็นทางยกระดับให้เป็น “ทางด่วนน้ำ” ขนาดเล็ก เพื่อใช้ลำเลียงน้ำซึ่งจะต้องใช้เครื่องสูบน้ำช่วย ในช่วงที่ไม่มีน้ำท่วม ก็อาจจะใช้เป็นทางจักรยานก็ได้ ผมมั่นใจว่า หากกทม.ทำได้เช่นนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องเสียเวลายกแม่น้ำทั้งห้ามาชี้แจงประชาชนคนกรุงเทพฯ ด้วยสูตรสำเร็จยามน้ำท่วมอีกต่อไป

ที่มา  ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์

ตา-ยาย วอนช่วยเหลือ ฝากรถไถให้เซลล์ช่วยขาย แต่สูญทั้งรถ-แถมถูกฟ้องกลับ

อุทาหรณ์ สองตายายไว้วางใจฝากรถไถให้เซลล์ช่วยขาย  แต่กลับถูกโกง สูญทั้งรถและถูกฟ้องเป็นจำนวนเงินเกือบล้าน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 “นายสำเนา บุญชื่น” อายุ 63 ปี และ “นางสีนวล บุญชื่น” อายุ 65 ปี สองตายายชาว ต.ไพรนกยูง อ.หันคา จ.ชัยนาท หอบเอกสารสัญญาซื้อขายรถไถนายี่ห้อดัง และหมายศาลจังหวัดชัยนาท มาร้องทุกข์กับผู้สื่อข่าว หลังจากถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องเรียกเก็บหนี้จำนวน 690,000บาท โดยที่ตนเองขายรถต่อให้ผู้อื่นไป และมาทราบภายหลังว่าถูกเซลล์ขายรถไถที่ไว้ใจหลอก


นายสำเนาเล่าว่า เมื่อปี 2558 ได้ไปซื้อรถไถนาขนาดกลางในราคา 726,532 บาท จากบริษัทรถไถสีส้มยี่ห้อดัง ตนเองผ่อนส่งไปได้ประมาณเกือบ 1 ปี แต่ด้วยความที่สุขภาพที่ไม่แข็งแรง ไม่สามารถทำงานหนักได้เหมือนเดิม เกรงว่าจะหาเงินผ่อนรถไม่ไหว จึงปรึกษากับ “นางสาวศิริกมล นิลวรรณ์” เซลล์ที่ขายรถไถให้ตน และได้รับคำแนะนำว่าจะหาคนมาซื้อดาวน์และไปผ่อนต่อให้

จนกระทั่งประมาณต้นปี 2559 นางสาวศิริกมล ได้พา “นางสาวธัญลักษณ์ สมงาม” ซึ่งเป็นนายหน้ามาดูรถพร้อมด้วย “นางศุภักษร สร้อยทิพย์” ที่อ้างว่าเป็นผู้ซื้อชาว จ.ลพบุรี โดยตกลงให้เงินสดตนจำนวน 24,000 บาท เป็นค่าซื้อดาวน์ จากนั้นก็นำรถไป โดย นางสาวศิริกมล รับปากว่าจะไปเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อเป็นนางศุภักษร และตนจะหมดภาระจากหนี้เช่าซื้อรถไถคันดังกล่าว

จนกระทั่งต่อมาตน ได้รับหนังสือทวงหนี้จากบริษัทไฟแนนซ์ว่าขาดส่งหลายเดือน ตนตกใจพยายามติดต่อกับนางสาวศิริกมล  และได้ทราบในภายหลังว่าบริษัทรถไถนา ได้ไล่พนักงานรายนี้ออกไปแล้วด้วยเหตุผลใดตนก็ไม่ทราบ จึงไปตามรถ ที่ “นางศุภักษร” ก็ปรากฏว่ารถไม่อยู่แล้ว โดยนางศุภักษรอ้างว่าเอารถไปรับจ้างในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ แต่เขียนเอกสารสัญญาว่าจะจ่ายค่างวดที่ค้างจำนวน 60,000 ให้ โดยในเอกสารดังกล่าวนางศุภักษร ได้เขียนชื่อปลอมที่คิดขึ้นเป็น “นางจรัญ สมบัติ” ซึ่งตนมารู้ภายหลัง และจนถึงปัจจุบันก็ไม่มีการจ่ายค่างวดจนทำให้ตนถูกฟ้องจากบริษัทไฟแนนซ์เป็นเงิน จำนวน 690,000 บาท

ในที่สุด ตายายทั้งสอง จึงได้เข้าร้องเรียนเพื่ออยากขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนและนักกฏหมาย เพราะตนเป็นชาวไร่ความรู้น้อยคงไม่มีปัญญาหาเงินจำนวนเกือบล้านบาทมาใช้หนี้ได้ และอยากให้กณีของตนเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะขายดาวน์รถ ขอให้ทำเอกสารให้รัดกุมและมีผู้รู้เรื่องกฏหมายร่วมรู้เห็นด้วย