จับอดีต อปพร.ขู่ขอตรวจค้นตัวชาวบ้านก่อนลงมือลักทรัพย์

ผกก.โรงพักพัทยาเผย เช็คประวัติเคยก่อเหตุขโมยทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวที่ลงไปเล่นน้ำทะเลจนมีคนตกเป็นเหยื่อหลายราย เบื้องต้นทำได้แค่แจ้งข้อหาพกวิทยุเถื่อน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 พ.ค.60 พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมกำลังตำรวจชุดปราบปรามพิเศษ จับกุมนายอภิชาติ ทองเจริญสุข อายุ 43 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ อปพร.เมืองพัทยา พร้อมของกลางเป็นวิทยุสื่อสารโทรคมนาคมสีดำจำนวน 1 เครื่อง หลังจากมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาว่า ผู้ต้องหารายนี้มีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ อปพร. เรียกตรวจค้นประชาชนและนักท่องเที่ยวแล้วทำการลักทรัพย์

สอบปากคำนายอภิชาต ให้การปฏิเสธว่าไม่เคยลักทรัพย์ผู้ใด และปัจจุบันยังเป็นเจ้าหน้าที่ อปพร.สังกัดเมืองพัทยา เจ้าของรหัส “นรสิงห์ 119” อยู่ แต่พอตำรวจโต้แย้งมาว่าปัจจุบันบัตรหมดอายุแล้ว นายอภิชาติ ถึงกับหน้าถอดสีคล้ายยอมรับ แต่ก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ไปทำผิดกฎหมาย

ทางด้าน พ.ต.อ.อภิชัย ผกก.สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า พบชายไทยมีพฤติกรรมแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ในสังกัดเมืองพัทยา ทำการเรียกตรวจบัตรประจำตัวของประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่ขับรถจักรยานยนต์หรือเดินอยู่ริมชายหาดและตามท้องถนนทั่วไป ก่อนอาศัยจังหวะเผลอแอบขโมยเงินสด หรือไม่ก็ข่มขู่ยึดเอาทรัพย์สิน อาทิ โทรศัพท์มือถือ ไปเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมลอบย่องไปลักทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวที่ลงไปเล่นน้ำทะเล แล้ววางทิ้งไว้บริเวณร่มเตียงชายหาดพัทยาหรือไม่ก็หาดจอมเทียน ส่วนผู้เสียหายจะมีกี่รายนั้นคงบอกเป็นตัวเลขไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศแล้ว แต่คาดว่าน่าจะเคยก่อเหตุมาแล้วหลายราย กระทั่งมีพลเมืองดีที่พบเห็นพฤติกรรมโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบ จึงสั่งการให้ พ.ต.ต.เนติธร รัตนสุชานันท์ สวป.สภ.เมืองพัทยา ออกสืบสวนหาข่าวและจับกุมตัวได้ที่บ้านพักดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบบัตร อปพร.ที่พกติดตัว ปรากฏว่าหมดอายุตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา “มีและใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต” มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งหลังจากผู้ต้องหาเสียค่าปรับหรือรับโทษแล้วจะได้ส่งชุดสืบสวนเฝ้าดูพฤติกรรม หากยังมีพฤติกรรมก่อเหตุลักษณะนี้อีกก็จะจับกุมทันที ทั้งนี้ ขอฝากไปถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ได้ติดตามข่าว ถ้าพบเห็นผู้ต้องหาแอบอ้างเป็นอาสาฯ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐเพื่อ ก็ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง.

น่าตื่นเต้น ! พบฉลามวาฬโผล่เล่นน้ำกับนักท่องเที่ยวที่เกาะทะลุ

นักท่องเที่ยวพากันไปดำน้ำที่เกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบฯ พบฉลามวาฬโผล่ว่ายน้ำที่บริเวณหัวเขาเกาะทะลุ นานกว่า 1 ชั่วโมง นับเป็นครั้งที่2ในรอบ1เดือน ครั้งนี้ตัวเล็กกว่าเดิมเล็กน้อย ยาวกว่า 4 เมตร ผู้ประกอบการธุรกิจดำน้ำเชื่อน่าจะมีครอบครัวฉลามวาฬหากินหลายตัวที่ทะเลประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าพบฉลามวาฬ ขนาดใหญ่จำนวน 1 ตัว ได้ออกมาว่ายน้ำเล่นให้นักท่องเที่ยวได้เห็นแบบใกล้ชิดอีกครั้ง หลังจากเมื่อต้นเดือน (1พฤษภาคม 2560) ที่ผ่านมา ได้มีฉลามวาฬขนาดความยาวกว่า 5 เมตร มาว่ายน้ำเล่นที่บริเวณอ่าวกรวดของเกาะทะลุ ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ จุดดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นชื่อดังของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ฉลามวาฬได้ว่ายน้ำเล่นเป็นระยะเวลานาน เกือบ 1 ชั่วโมง สร้างความตื่นเต้นให้กับนักท่องเที่ยวที่พบเห็น เพราะไม่ได้เห็นฉลามวาฬมานานกว่า 1 ปี ในลักษณะที่สามารถถ่ายภาพได้อย่างใกล้ๆแบบนี้ ซึ่งนายโชคชัย ขำดี นักไดร์เวอร์ประจำบริษัทกิ๊กไดฟ์วิ่ง ทัวร์ ก็สามารถบันทึกภาพและคลิปวีดีโอ ฉลามวาฬ ตัวใหญ่ที่กำลังว่ายน้ำเล่นอยู่ที่อ่าวกรวด เกาะทะลุเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจนมาแล้วครั้งหนึ่ง

นายโชคชัย ขำดี นักไดร์เวอร์ เล่าว่า วันนี้นักท่องเที่ยวกว่า 200 คน ของบริษัทกิ๊กไดฟ์วิ่งทัวร์ ที่พากันมาดำน้ำดูปะการังที่บริเวณจุดหัวช่องทะลุ ซึ่งห่างจากอ่าวกรวดราว 200 เมตร ทั้งนี้ระหว่างกำลังดำน้ำช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันนี้ นายประจักษ์ ทองรัตน์ เจ้าของบริษัท ได้รับแจ้งจากเพื่อนกลุ่มทัวร์ว่า เห็นฉลามวาฬว่ายตรงมายังบริเวณหัวเขา ทำให้นายประจักษ์ ได้ร้องบอกนักท่องเที่ยวให้รอดูว่า ฉลามวาฬ จะว่ายน้ำเข้ามาใกล้นักท่องเที่ยวหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ไม่นานทุกคนก็เห็นฉลามวาฬตัวดังกล่าว แต่จากการที่ตนว่ายน้ำเข้าไปเทียบ พบว่า ตัวเล็กกว่าที่เห็นเมื่อต้นเดือน ซึ่งตัวนี้ความยาวราว 4 เมตรเศษ แต่ยังคงเป็นฉลามวาฬที่อารมณ์ดี ว่ายน้ำเล่นไปมา โดยมีฝูงปลาขนาดเล็กว่ายตามไม่ห่าง โดยใช้เวลาว่ายวนอยู่บริเวณหัวเขาช่องทะลุ นานกว่า 1 ชั่วโมง ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในวันนี้มีความสุขกันทั่วหน้า เพราะได้กำไรจากการได้ชมและถ่ายภาพฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล กันอย่างใกล้ชิดแบบจุใจอีกด้วย

นายโชคชัย เล่าเพิ่มเติมว่า แม้ว่าวันนี้น้ำทะเลจะไม่ใสมาก มีตะกอนขุ่นฟุ้งขึ้นมา แต่ก็สามารถเห็นฉลามวาฬได้อย่างชัดเจน เพราะว่ายผิวน้ำตลอดเวลา มีบางจังหวะที่ดำน้ำลงไปต่ำๆบ้าง จึงทำให้เห็นง่ายมาก ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ ปานเพชร หรือกัปตันอู๊ด ได้ถ่ายภาพด้านบนเรือที่เห็นฉลามวาฬกำลังว่ายน้ำเล่นไปมาได้อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่า น่าจะมีฉลามวาฬอยู่อาศัยบริเวณเกาะทะลุเป็นครอบครัว ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 2 ตัว อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก เพราะถือเป็นการการันตีได้ดีถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลที่จังหวัด

หนุ่มอ้างเป็นลูกตำรวจชกหน้าสาวกลางร้านโจ๊กเหตุฉุนขอเบอร์โทรไม่ให้

หนุ่มอ้างเป็นลูกตำรวจชกหน้าสาวกลางร้านโจ๊กหลังขอเบอร์ฝ่ายหญิงแต่ถูกปฏิเสธ

เมื่อวันที 7 พฤษภาคม 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับคลิปวีดีโอของเหตุการณ์ในร้านโจ๊กแห่งหนึ่ง ม.2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ใส่หมวกแก๊ปสีดำ ปักตัวอักษร P สวมเสื้อคอกลมสีดำ นุ่งกางเกงขาสั้นสีแดง กำลังยืนพูดคุยกลุ่มวัยรุ่นชายไทยที่มานั่งรับประทานโจ๊กในลักษณะยิ้มแย้ม ต่อมาชายวัยรุ่นคนดังกล่าวก็ได้ไปยืนคุยกับหญิงสาวชาวไทย 2 คนที่กำลังนั่งรับประทานโจ๊กอยู่อีกโต๊ะหนึ่งเช่นกัน ต่อมาวัยรุ่นไทยคนนี้ได้กระแทกไปที่โต๊ะของหญิงสาวจนชามโจ๊กได้หกใส่ตัวของหญิงสาวรายนี้ ทำให้หญิงสาวรายนี้โมโหปากแก้วน้ำใส่หนุ่มวัยรุ่น และมีการต่อว่ากันจนมีปากเสียงอย่างรุนแรง

ซึ่งจากภาพชายวัยรุ่นจะเดินเข้าไปทำร้ายหญิงสาว โดยมีเพื่อนของหญิงสาวคอยกันไว้ และแฟนสาวของชายหนุ่มก็พยายามเข้าห้ามปราม แต่ไม่เป็นผลจนเกิดมีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน ซึ่งจากเหตุการณ์นี้หญิงสาวได้ถูกหนุ่มวัยรุ่นรายนี้ชกไปที่ใบหน้าถึง 2 ครั้ง และถูกชุดพวงเครื่องปรุงปาเข้าศรีษะด้านซ้ายแตก

ในเรื่องนี้จึงได้สอบถามไปยัง ร.ต.ท.ตุลา สว่างรัตน์ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จนทราบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาเย็นของวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้ามาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนแล้ว และสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียหายมากับเพื่อนสาวอีกคนๆด้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าขณะที่กำลังนั่งรับประทานโจ๊กอยู่ที่โต๊ะ ได้มีชายไทยวัยรุ่นคนดังกล่าวเดินเข้ามาที่โต๊ะพร้อมบอกว่ามีเพื่อนสนใจและอยากได้เบอร์โทร แต่ผู้เสียหายได้ตอบปฎิเสธและ “บอกว่าไม่รู้จักกัน ให้ไปไม่ได้” ทำให้หนุ่มวัยรุ่นไม่พอใจ และพูดว่า “รู้ไหมกูเป็นใคร กูเป็นลูกสารวัตร นามสกุลพูลสวัสดิ์” จนเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทดังกล่าว ในเบื้องต้นได้ให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และประสานให้ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่หาตัววัยรุ่นชายคนดังกล่าวแล้ว