‘เชาเชา’พบตร.แล้วขอโทษแม่ผู้ตาย-รับตกใจจึงปฏิเสธชน

“ดีเจ เชาเชา” เข้าพบ ตร.สายไหม แล้ว คดีขับรถชนคนตาย ไหว้ขอโทษแม่ผู้เสียชีวิต ยัน ชดใช้ รับตกใจจึงปฏิเสธชน ด้าน มารดาผู้ตาย วอน “เชา เชา” ไปร่วมงานศพ พร้อมระบุ ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ

นายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม หรือ ดีเจ เชาเชา พร้อมทนายความส่วนตัว เดินทางเข้าพบ ตำรวจ สน.สายไหม แล้ว ตามกำหนดนัดของเจ้าหน้าที่ หลังขับรถชนนายจิรภาษ ธงอาษา อายุ 18 ปี บริเวณถนนตัดใหม่วัชรพล-สุขาภิบาล 5 เขตบางเขน กรุงเทพฯเมื่อกลางดึกวันที่ 27 เมษายน และเสียชีวิต เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ได้ เข้ากราบขอขมา นางสมควร ธงอาสามารดา นายจิรภาษ พร้อมกับระบุว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต ส่วนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ยอมรับว่าคืนเกิดเหตุ มีกลุ่มวัยรุ่นรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนเองก็ขับขี่มาในเลนของตนเอง แต่ก็มาประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุฝั่งผู้เสียชีวิตก็ไม่มีใครอยู่ในที่เกิดเหตุจึงเอารถไปจอดข้างทาง เพื่อลงมาช่วยเหลือผู้เสียชีวิต ตนเองไม่ได้หลบหนี แต่รายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้อย่างละเอียด และจะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดและพร้อมที่จะเยียวยาอย่างเต็มที่กับครอบครัวผู้เสียชีวิต และเบื้องต้นจะมอบเงินจำนวน 30,000 บาท เพื่อช่วยงานศพและจะร่วมงานศพโดยเป็นเจ้าภาพในคืนวันพรุ่งนี้ และยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไปข่มขู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ “ดีเจ เชาเชา” ได้เข้าไปให้ปากคำกับ พนักงานสอบสวน สน.สายไหม แล้ว ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชน ที่ปักหลักรอทำข่าวกันตั้งแต่ช่วงเช้า

ทางด้าน นางสมควร ธงอาสา มารดาของวัยรุ่นชายที่ขับขี่รถจักรยานยนต์แล้วถูก นายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม หรือ ดีเจเชาเชา ชนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เดินทางมาพร้อมกับทนายความ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี และจะขอพบดีเจเชาเชา เพื่อพูดคุยในหลายประเด็นและอยากให้ดีเจเชาเชาไปร่วมงานศพของบุตรชายที่สวดศพมาเป็นเวลา 2 คืนแล้ว เพราะตั้งแต่เกิดเหตุไม่ได้การติดต่อหรือได้ความช่วยเหลือใดๆจาก ดีเจเชาเชา รวมถึงเงินช่วยเหลือที่ทนายดีเจเชาเชา ระบุว่า ได้ให้การช่วยเหลือแล้วนั้น ไม่เป็นความจริงเพราะครอบครัวยังไม่ได้เงินใดๆทั้งสิ้น และได้พาพยานบุคคลที่ถูกฝ่ายคู่กรณีข่มขู่ไม่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบสำนวนคดีด้วย

มารดาผู้เสียชีวิต ยืนยันว่า บุตรชายเป็นที่รักของทุกคนและไม่ยืนยันว่าบุตรชายไปแข่งรถบนทางสาธารณะหรือรวมกลุ่มแว้นรถจักรยานยนต์ เพราะบุตรชายก็ทำงานเลี้ยงครอบครัวตามปกติ

ที่มา INN

คุณใหม่ สิริกิติยา บรรจุเป็นข้าราชการสำนักสถาปัตย์ฯ กรมศิลปากร ซี 3

คุณใหม่ สิริกิติยา บรรจุเป็นข้าราชการสำนักสถาปัตย์ฯ กรมศิลปากร ซี 3

คุณสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาคนเล็กในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการระดับ 3 กลุ่มงานวิชาการการอนุรักษ์ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาหลังจากที่มีการฝึกงานที่หน่วยงานดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 โดยที่ผ่านมาปรากฏภาพคุณสิริกิติยา ตรวจเยี่ยมโบราณสถานต่างๆ มาเป็นระยะๆ

แหล่งข่าวจากกรมศิลปากร เปิดเผยว่าข้าราชการต่างปลื้มปิติยินดีที่คุณสิริกิติยา สนใจงานกรมศิลปากร ถือเป็นมิติใหม่ที่บุคคลสำคัญในพระบรมวงศานุวงศ์ให้ความสนใจถึงกับมาบรรจุที่กรมศิลปากร เชื่อว่าจากนี้งานกรมศิลปากรจะถูกจับตามองจากสังคม และจะทำให้ข้าราชการทำงานกันอย่างขันแข็งและกระตือรือร้นมากขึ้น ทั้งนี้ล่าสุดคุณสิริกิติยา ได้ตอบรับที่เป็นกรรมการดูแลงานเกี่ยวกับมรดกโลก

 ที่มา มติชนออนไลน์

ตร.ชี้ อูเบอร์ ผิด กฎหมาย แท็กซี่ 20 คันกรูปิดล้อมเก๋งผิดอาญา

ตำรวจ ชี้ ปัญหาอูเบอร์ผิดกฎหมายต้องดำเนินการตามขั้นตอน ขณะที่ การปิดล้อมคู่กรณีเข้าข่ายความผิดอาญา

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวที่มีกลุ่มผู้ประกอบการรถสหกรณ์แท็กซี่ บ.โลมาพัทยา จำกัด กว่า 20 คัน ขับรถไล่ล่าหญิงไทย ซึ่งขับรถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ด้วยเข้าใจว่าเป็นผู้ประกอบ การในสังกัด “อูเบอร์” ล่าสุด พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า เรื่องนี้ถือเป็นความเข้าใจผิดและมีการเจรจาทำความเข้าใจกันไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้ประกอบการแท็กซี่ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และหากผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีก็จะถือว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญา กรณีกักขังหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพได้ จึงอยากวอนให้ผู้ประกอบการตั้งสติและหากพบเห็นการกระทำดังกล่าวก็ให้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สำหรับปัญหารถ “อูเบอร์” นั้น ได้รับการประสานงานกรมขนส่งทางบกให้ดำเนินการกวดขันจับกุมอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 5 พ.ค.นี้ จะมีการเรียกประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการเพื่อหารือและหาแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนต่อไป

ขณะที่ นายอรรถการ ธีระวิทย์ อายุ 58 ปี ผู้ประกอบการรถสหกรณ์แท็กซี่โลมาพัทยา กล่าวว่าสำหรับปัญหาเรื่องนี้ถือว่าส่งผลกระทบต่อการทำกินของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มรถ “อูเบอร์” เหล่านี้ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนแต่อย่างใด ขณะที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งต้องแบกรับค่าใช้ จ่ายถึงกว่า 900,000 แสนบาทต่อคน ทั้งการผ่อนดาวน์รถ ค่าเช่ารายวัน รายเดือน และภาษี ขณะที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากกว่า 600 คันซึ่งก็ต้องแข่งขันกันอยู่แล้ว โดยกลุ่มอูเบอร์นี้จะให้บริการที่แตกต่างจากรถสหกรณ์ที่ถูกต้องคือสามารถไปรับผู้โดยสารถึงจุดนัดหมาย ไม่ต้องมีจุดจอดรับส่งเหมือนผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง ที่สำคัญหลังผู้ขับขี่รถอูเบอร์ถูกจับกุม สามารถนำใบเสร็จการเปรียบเทียบปรับส่งไปเคลมกับทางต้นสังกัดก็จะได้รับเงินคืน 2 เท่าจากเงินที่สูญเสียไป ทำให้ไม่ได้เกรงกลัวการดำเนินคดีตามกฎหมาย

เนื้อหาจาก INN