‘ศรีวราห์’ ยังไม่เชื่อ ‘วัฒนา’ มือบึ้ม รพ.พระมงกุฎฯ ก่อเหตุคนเดียว

‘ศรีวราห์’ ยังไม่เชื่อ ‘วัฒนา’ มือบึ้ม รพ.พระมงกุฎฯ ก่อเหตุคนเดียว ชี้ พบดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ 2-3 คนติดสายไฟทำระเบิด 

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคง หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าและอีกหลายจุดใน กทม. กล่าวถึงการขยายผลคดีระเบิดภายหลังจับกุม นายวัฒนา ภุมเรศ อายุ 62 ปี ว่า การสืบสวนสอบสวนจนถึงขณะนี้ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า นายวัฒนา ก่อเหตุเพียงคนเดียวตามที่ให้การ

เนื่องจากมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พบดีเอ็นเอของบุคคลอื่นติดอยู่ที่สายไฟที่พบจากเหตุระเบิดที่หน้ากองสลากเก่า ขณะที่หลักฐานสายไฟต่อระเบิดที่พบจากเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าก็พบลายนิ้วมือแฝงติดอยู่จำนวนหนึ่ง น่าจะเป็นของบุคคลอีก 2-3 คน แต่ทั้งดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงที่พบยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นของบุคคลใด

ขณะนี้ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนเก็บดีเอ็นเอและลายนิ้วมือของบุคคลใกล้ชิดของนายวัฒนาทั้งคนในครอบครัวและหญิงคนรักมาตรวจเปรียบเทียบแล้ว เมื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปไปที่คนคนเดียวได้อย่างนี้ ก็ยังเชื่อไม่ได้ ต้องสืบสวนสอบสวนจนสิ้นกระแสความ

ระวัง!! ‘กรดไหลย้อน’ เพชฌฆาตเงียบเทียบมะเร็ง

ปัจจุบันคนไทย  โดยเฉพาะสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยประชาชนคนทำงาน ต้องแข่งขันกับเวลาอยู่เสมอ ทำให้คนกรุงมีชีวิตที่เร่งรีบ มีพฤติกรรมการกินอาหารและการพักผ่อนที่ไม่ถูกต้อง บวกกับความเครียดที่รุมเร้า ทั้งเรื่องงานและชีวิตประจำวันจนบางครั้งทำให้คุณเสี่ยงเป็น “โรคกรดไหลย้อน”

โรคกรดไหลย้อน” เป็นภาวะที่กรดน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ หรือเกิดแผลในหลอดอาหาร หากอักเสบเรื้อรังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการตีบตันและเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ทำการรักษาจนร้ายแรงถึงขั้นไม่สามารถเยียวยาได้ท่าน อาจกลายเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้ในที่สุด !!

        

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิด “โรคกรดไหลย้อน”

  • หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อมตามอายุหรือหูรูดยังเจริญได้ไม่เต็มที่ (ในทารก) ในผู้สูงอายุ เซลล์ต่าง ๆ ทุกชนิดของร่างกายรวมทั้งหูรูดและของกระเพาะอาหารจะค่อย ๆ เสื่อมลง ดังนั้นจึงทำให้หูรูดนี้หย่อนสมรรถภาพลง อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจึงดันย้อนกลับขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ง่าย ส่วนในเด็กทารกจะเกิดจากหูรูดส่วนนี้ยังเจริญไม่เต็มที่ การทำงานจึงหย่อนยาน เด็กทารกจึงมีการขย้อนนมและอาหารออกมาได้ แต่อาการต่าง ๆ มักจะหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น เพราะกล้ามเนื้อหูรูดจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้นแล้ว

อาการของโรคกรดไหลย้อน

อาการคุณจะรู้สึกแสบร้อนบริเวณยอดอกและคอ รู้สึกว่ามีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาจนถึงปาก อาการนี้จะเป็นมากหลังการกินมื้อหนักๆ หรือเมื่อโน้มตัวไปข้างหน้า ยกของหนัก หรือขณะนอนหงาย

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ในเบื้องต้นได้จากลักษณะอาการที่แสดงดังกล่าว การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์เพื่อแยกจากโรคปอดต่าง ๆ การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบนเพื่อแยกออกจากสาเหตุอื่น ๆ ให้แน่ชัด เช่น แผลเพ็ปติก มะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจมีอาการที่คล้ายกับโรคกรดไหลย้อน (สำหรับโรคกรดไหลย้อน อาจตรวจพบร่องรอยการอักเสบของหลอดอาหาร แผลที่หลอดอาหาร หรือหลอดอาหารบาร์เรตต์

แต่ถ้าเป็นในระยะแรกเริ่มก็อาจตรวจพบรอยโรคที่หลอดอาหารก็ได้) และอาจตัดชิ้นเนื้อในบริเวณที่ผิดปกติจากการส่องกล้องตรวจไปพิสูจน์เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร และอาจมีการตรวจวิธีเฉพาะเพิ่มเติมอื่น ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสง, การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์, การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร, การตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร (ให้ผลที่ไวในการวินิจฉัยโรคที่สุด) เป็นต้น

ในรายที่ไปพบแพทย์ทางโรคหู คอ จมูก ด้วยอาการเสียงแหบ เจ็บคอ ไอเรื้อรัง หรืออาการหอบหืดเป็นมากขึ้น เนื่องจากมีการไหลย้อนของน้ำย่อยไประคายเคืองที่กล่องเสียง คอหอย และหลอดลม แพทย์อาจวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการใช้เครื่องมือตรวจพบสายเสียงบวมแดง

เมื่อพบว่าตัวเองเป็น “โรคกรดไหลย้อน” แล้วก็ควรรู้ แนวทางปฏิบัติตัว เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อน

  1. อาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดในหลอดอาหารคลายตัว เช่น แอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต สะระแหน่ เปปเปอร์มินต์
  2. อาหารประเภทที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้นาน เช่น ไขมัน มันฝรั่งทอด มันเผาหรือมันต้ม อาหารผัดหรืออาหารทอดที่อมน้ำมัน
  3. อาหารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัด เผ็ดจัด เครื่องดื่มและอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ผลไม้เปรี้ยว น้ำผลไม้รสเปรี้ยว (น้ำส้มคั้น) น้ำมะเขือเทศ
  4. อาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้เกิดแก๊สมาก เช่น กระเทียม หัวหอม น้ำอัดลม
  5. เครื่องดื่มกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า ยาชูกำลังที่มีสารกาเฟอีน ฯลฯ เพราะจะกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากขึ้น

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการ “โรคกรดไหลย้อน” กำเริบ ได้แก่

  • อายุ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีอายุสูงมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็ยิ่งสูงมากขึ้นตามไปด้วย
  • การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก (อิ่มมากเกินไป) ซึ่งจะกระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก
  • การนอนราบ การนั่งงอตัว หรือโค้งตัวลงต่ำ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารและน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอได้ง่าย
  • การรัดเข็มขัดแน่นหรือใส่กางเกงคับเอว เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปได้ง่าย

วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • ถ้าเริ่มมีอาการในระยะแรก แพทย์จะให้รับประทานยาต้านกรดหรือยาลดกรด (Antacids) ร่วมกับยาลดการสร้างกรดกลุ่มต้านเอช 2 (H2 antagonist) เช่น รานิทิดีน (Ranitidine) ครั้งละ 150 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง หรือรับประทานครั้งเดียวในขนาด 300 มิลลิกรัม หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน นาน 2 สัปดาห์ ถ้าอาการดีขึ้นให้รับประทานจนครบ 8 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือมีอาการกำเริบ หรือน้ำหนักตัวลดลง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ

” โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงและไม่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ก็จัดว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตค่อนข้างมาก ส่วนการรักษาให้หายมักเป็นไปได้ยาก แต่การรักษาจะช่วยให้โรคสงบได้นานและช่วยชะลอหรือลดความรุนแรงของโรคได้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรระลึกไว้เสมอว่า โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่สุ่มเสี่ยงพราะการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต จะไม่สามารถควบคุมโรคกรดไหลย้อนที่เป็นอยู่ได้ “

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : MedThai

รัฐบาล เล็งฟื้น ครม.สัญจร หวังรับฟังเสียง ปชช.

รัฐบาล เตรียมจัด ครม.สัญจร ให้ผู้บริหารระดับนโยบายรับฟังเสียง ปชช.

รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดจะจัดคณะรัฐมนตรีสัญจร ว่า เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวคิดไว้ ต้องการให้ผู้บริหารระดับนโยบายได้ลงพื้นที่ไปพบกับข้าราชการในระดับปฏิบัติ เพื่อให้ได้ทราบว่านโยบายที่ให้ไป ตรงกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ หรือมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการหรือไม่

ทั้งนี้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดพื้นที่ หรือวันเวลาที่จะจัดการประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน เพียงแต่มีการกำหนดไว้คร่าวๆ ใน 6 พื้นที่ คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

ส่วนจะมีการค้างคืนหรือไม่นั้น ยังไม่มีการหารือเช่นกัน โดย พล.ท.สรรเสริญ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดว่าต้องการให้เจ้าหน้าที่จากส่วนกลางได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และเชื่อมโยงกับทุกกิจกรรม ที่เป็นประโยชน์ของพื้นที่ ขณะเดียวกันไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้ส่วนราชการในพื้นที่ที่จะต้องเตรียมการต้อนรับคณะทำงานจากส่วนกลางจำนวนมาก ซึ่งในกรณีดังกล่าว จะต้องมีการพิจารณาเพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเหมาะสม

ภาพจาก Wassana Nanuam