‘วัฒนา’ มือบึ้ม รพ.พระมงกุฎเกล้า รับไม่ชอบทหาร ขอโทษคนเจ็บ

ผบ.ตร. รับมอบตัว ‘วัฒนา ภุมเรศ’ มือวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พร้อมนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 7 จุด

วันนี้ (20 มิ.ย.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ด้านความมั่นคง ได้รับมอบตัว นายวัฒนา ภุมเรศ อายุ 62 ปี อดีตวิศวกรไฟฟ้า ผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จากเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ภายหลังส่งมอบตัวเสร็จทางตำรวจจะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 7 จุด

ทั้งนี้ นายวัฒนา ถูกออกหมายจับ 5 ข้อหา ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส , มีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง , มียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและทำให้เสียทรัพย์

จากการให้สัมภาษณ์ นายวัฒนา ยืนยันว่า ตนทำทุกอย่างเพียงคนเดียว ส่วนเหตุผลที่ก่อเหตุนั้น ตนต้องการแสดงออกทางสัญลักษณ์ ไม่ได้ประสงค์เอาชีวิตใคร อีกทั้งไม่ชอบรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และขอโทษที่การกระทำของตนเองส่งผลให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ

วิจารณ์แซด! นศ.เทคนิคถูกครูปิดประตูโรงเรียนไม่ให้เข้า เหตุเพราะไปสาย

นศ.เทคนิคเมืองคอน โวยลั่น หลังอาจารย์ฝ่ายปกครองสั่งปิดประตูโรงเรียนไม่ให้เข้า เหตุเพราะไปโรงเรียนสาย

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 60 โลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพเหตุการณ์ของนักเรียนกลุ่มหนึ่งไม่สามารถเข้าโรงเรียนได้เพียงเพราะมาสาย จากนั้นทางอาจารย์ฝ่ายปกครองได้ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยปิดประตูไม่ให้เข้า

โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจ Mai Anuphab ที่ระบุว่า เด็กรอเข้าโรงเรียนคุณไม่ให้เข้า คุณมาอ้างว่ามาสายแต่พอบุคลากรหรือคณะครูอาจารย์จะเข้าคุณเปิดประตูให้เข้า คุณไม่มีเหตุผลนะ เพราะถ้าคุณมาอ้างว่าสายแค่นี้ในเมื่อถ้าใครมาสายมันก็มีบทกำหนดลงโทษที่ชัดเจนอยู่แล้ว คุณมาปิดประตูคุณมาอ้างว่าเป็นฝ่ายปกครอง มาปิดประตูแบบนี้มันไม่ใช่

วิทยาลัยเทคนิค, ข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราช,

ถ้าคุณปิดคุณก็ต้องปิดให้หมดห้ามใครเข้าสิครับ ไม่ใช่มาทำกันแบบนี้คุณทำตัวเหมือนเด็กพอไม่ได้ดั่งใจคุณ คุณจะไม่ให้เข้ามีเด็กเทคนิคคนหนึ่งให้เหตุผลแต่เขาอารมณ์ร้อนจนพูดคำหยาบ พวกคุณก็อารมณ์ร้อนตามแต่กริยาที่คุณทำคำพูดที่คุณพูดควรเคารพในเครื่องแบบคุณหน่อยนะ

ไม่ใช่มาลากคอนักเรียนมาพูดกับนักเรียนว่ามึงเก๋าเหรอ มึงสดนักเหรอมาเจอกับกูนิมา ผมว่าเราควรจะตั้งกฎให้ดีนะครับถ้าคุณจะมาทำกันแบบนี้คุณควรมีกฎตั้งไว้ ควรกำหนดข้อตกลง ไม่ใช่จะทำตามอำเภอใจคุณควรมีเหตุผลกว่านี้นะที่ผมมาสายทุกคนที่รออยู่จะเข้าโรงเรียนเขามีเหตุผลเขามีธุระของเขาทั้งนั้นแหละ คุณก็มีภารกิจของคุณ ผมก็มีภาระกิจของผมฝาก ท่านผอ.ช่วยตรวจสอบดูหน่อยนะครับว้าที่พวกเขาทำทำถูกกันรึยัง

#วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช
#ฝ่ายปกครอง วท.นศ
#ด้วยรักและเคารพ
#อนุภาพ หัสภาค 3ชยธ4/14

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการโพสต์ข้อความของนักเรียนนักศึกษาคนดังกล่าว ก่อนที่เจ้าตัวจะมีข้อความเพิ่มเติมว่า ที่โพสต์ไปไม่ได้มีเจตนาว่าอยากดัง หรือทำให้ผู้อำนวยการวิทยาลัยเสื่อมเสีย เพียงแค่อยากจะร้องเรียน เพื่อหาทางออกแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นซ้ำอีกเท่านั้น

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ผอ.เกี่ยวไหม แต่อยากขอให้สื่อหรืออะไรก็ตามหยุดคิดไปเองก่อน เพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรขนาดนั้นครับ ทางโรงเรียนต้องมีการแก้ปัญหาแน่ มันมีเพจขับไล่ ผอ. ออกมา ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่อะไรขนาดนั้นครับ แล้วผมก็ไม่ได้อยากดัง ที่ผมมาโพสต์เพราะผมแค่คิดว่าทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ? อยากวอนเห็นใจ ผอ. ด้วยนะครับ บางทีท่านอาจจะไม่รู้เรื่องด้วย

ยืนคุก ร.ต.ต. 20 ปี 1 เดือน คดียิงชายดับ

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำคุก ร.ต.ต. 20 ปี 1 เดือน คดียิงชายเสียชีวิตปมหึงหวง สาวคนสนิทย่านดุสิต เมื่อปี 2558

ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องร.ต.ต.ชุมพล ด้วงประดิษฐ์ อายุ 50 ปี อดีตผบ.หมู่ ผอ.6 บก.อก.ตชด. เป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พกพาอาวุธปืนไปในที่ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรและไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี 1 เดือน

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2558 เวลา 01.00 น. ขณะที่ น.ส.จิริยาภรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับจำเลย ได้พักอยู่ในห้องเช่าสองชั้น เขตดุสิต กทม. ได้มีนายกรธรรม อินทร อดีตเพื่อนชาย ซึ่งคบหากันเป็นคนที่สองแต่เลิกร้างกันไปนานปีเศษ ได้เข้ามาหา อ้างว่า ขอเข้ามาพักผ่อนเพราะไม่สบายและอยู่เล่นกับลูกชายของ น.ส.จิริยาภรณ์ ก่อนหลับไป จนกระทั่งเวลาเช้าจำเลยได้กลับเข้าบ้านพักที่เกิดเหตุพบเห็นนายกรธรรมในบ้านจึงโกรธและมีปากเสียงปลุกปล้ำชกต่อยกัน จำเลยใช้อาวุธปืน ยิงนายกรธรรมที่ศีรษะสามนัดถึงแก่ความตายและหลบหนีไป ต่อมาได้เข้ามอบตัวและให้การปฏิเสธว่ากระทำไปโดยป้องกันตัว

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่า พิเคราะห์ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ พยานเบิกความฟังได้ว่า วันเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนดังสามนัด หลังจากมีเสียงโครมครามคล้ายคนต่อสู้กันและเห็นเห็นจำเลยวิ่งออกไป ขณะที่จำเลยให้การว่า มาที่เกิดเหตุจริงแล้วเกิดโทสะ จึงมีปากเสียงชกต่อยกัน แต่ผู้ตายมีรูปร่างใหญ่ประกอบกับได้แย่งปืนพกจากเอวตนไปได้ จึงปลุกปล้ำแย่งปืนกัน ทำให้ปืนลั่นสามนัด ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พิเคราะห์จากร่องรอบบาดแผล เหตุจูงใจ พยานที่เกิดเหตุ ประกอบพยานแวดล้อมซึ่งล้วนไม่มีเหตุปรักปรำจำเลย จึงฟังโดยปราศจากเหตุระแวงสงสัยว่า จำเลยเป็นคนฆ่าผู้ต่ายโดยมีเจตนาฆ่า ที่จำเลยอุทธรณ์มาทุกข้อฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน หลังฟังคำพิพากษาจำเลยถึงกับตีหน้าสลด แล้วน้อมรับลงชื่อในคำพิพากษาก่อนตัดสินใจว่าจะฎีกาต่อไปหรือไม่