อีกแล้ว! เหล็กนั่งร้านก่อสร้างรถไฟฟ้า หล่นกลางแยกบางขุนนนท์

เกิดเหตุเหล็กนั่งร้านก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 4 เเผ่น กลางแยกบางขุนนนท์ โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย

วันนี้(19 มิ.ย.) เมื่อคืนที่ผ่านมา ถนนจรัญสนิทวงศ์ มาจากแยกบรมราชชนนี มุ่งหน้าแยกไฟฉาย บริเวณกลางแยกบางขุนนนท์ ปากซอยบางขุนนนท์ 32 เกิดเหตุชิ้นส่วนนั่งร้านเหล็ก ของโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าบางขุนนนท์ ร่วงลงมาบนพื้นถนนจำนวน 4 เเผ่น ส่วนด้านบนยังมีโครงเหล็กห้อยอยู่ โดยมีสายไฟฟ้ายังรั้งไว้ โชคดีไม่มีคนเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ได้นำรถเครน เข้าดำเนินการรื้อถอนโครงเหล็กดังกล่าว ทำให้ต้องปิดการจราจร และปัดการจราจรให้ข้ามไปขับสวนเลน ชั่วคราว

ล่าสุด ได้มีการเคลียร์พื้นที่นำเหล็กนั่งร้านที่หักออกจากผิวจราจรแล้ว รอให้วิศวกรมาตรวจสอบความปลอดภัย คาดเกิดจากฝนลมกระโชกแรง จึงทำให้นั่งร้านร่วงลงมาด้านล่าง โดยให้รถสัญจรไปมาใช้ถนนสวนเลนฝั่งขาออก 1 ช่องทาง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้า

‘มานะ’ ยกโมเดล ‘ชัชชาติ’ ถามทำไม รัฐบาลใช้ ม.44 ปมรถไฟฟ้าความเร็วสูง

‘มานะ  นิมิตรมงคล’ ยกโมเดล ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ถามทำไม รัฐบาลใช้ ม.44 เว้นการใช้กฎหมายไทยบังคับจีน ปมรถไฟฟ้าความเร็วสูง

วันนี้(19 มิ.ย.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความของ ดร. มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลอาศัยอำนาจมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มานะ นิมิตรมงคล โดยยกโครงการนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปรียบเทียบความแตกต่าง โดยข้อความ ระบุว่า

“โครงการรถไฟความเร็วสูง น่าสนใจมากว่า ทำไมรัฐบาลจึงใช้มาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฮั้วประมูล เพราะการทำผิดตามกฎหมายนี้ต้องมีพฤติกรรมและเจตนาที่ทุจริตในการจัดซื้อฯ ซึ่งเป็นการคอร์รัปชัน และมีสิ่งสำคัญที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว. คมนาคมในรัฐบาลชุดที่แล้วทำ แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำ คือ

1. ยอมรับกลไกการตรวจสอบตามกฎหมายทุกประการเพื่อความโปร่งใส

2. ให้จัดซื้อโดยการประมูลแบบ International Bidding เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรี เปิดรับเทคโนโลยีและข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

3. ประกาศแผนแม่บทของโครงการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศให้ประชาชนทราบ การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น แต่ต้องมีการศึกษาและบริหารโครงการด้วยความรอบคอบโปร่งใสเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว”

ทั้งนี้ ได้ยกแผนแม่บทของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ได้เคยโพสต์ไว้ตั้งแต่ยังทำงานในรัฐบาลชุดที่แล้ว ระบุว่า

– รถไฟความเร็วสูง 783,553 ล้านบาท คิดเป็น 39.2%
– รถไฟฟ้า 456,662 ล้านบาท คิดเป็น 22.8%
– ถนนทางหลวง 241,080 ล้านบาท คิดเป็น 12.1%
– ถนนทางหลวงชนบท 34,309 ล้านบาท คิดเป็น 1.7%
– สถานีขนส่งสินค้า 14,093 ล้านบาท คิดเป็น 0.7%
– ท่าเรือ 29,581 ล้านบาท คิดเป็น 1.5%
– ด่านศุลกากร 12,545 ล้านบาท คิดเป็น 0.6%
– ปรับปรุงระบบรถไฟ (เพิ่มเครื่องกั้น ซ่อมบำรุงรางที่เสียหาย) 23,236 ล้านบาท คิดเป็น 1.2%
– รถไฟทางคู่ และทางคู่เส้นทางใหม่ 383,891 ล้านบาท คิดเป็น 19.2%
– ค่าสำรองเผื่อฉุกเฉิน (ความผันผวนราคาวัสดุ การติดตามและประเมินผล) 21,050 ล้านบาท คิดเป็น 1.0%

จะเห็นได้ว่า โครงการใน พ.ร.บ.สร้างอนาคตประเทศนี้ ไม่ได้มีแต่เรื่องรถไฟความเร็วสูง แต่มีทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในกทม. ถนนสี่เลน ด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า มอเตอร์เวย์ บูรณะถนนสายหลัก ถนนเชื่อมประตูการค้า ท่าเรือ สะพานข้ามทางรถไฟ โดยกระจายอยู่ในทุกๆด้าน และ อยู่ในทั่วทุกภูมิภาค ตามความจำเป็นและยุทธศาสตร์ของประเทศ

โครงการเหล่านี้ ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ แต่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) หัวข้อ 5.3.4 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ในการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ การพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ การปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมขนส่งในเมือง และ เป็นไปตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ทั้งในส่วนของ โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการรถไฟฟ้าในกทมและปริมณฑล โครงการท่าเรือฝั่งทะเลอันดามัน และ ฝั่งอ่าวไทย การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งการเสนอโครงการต่างๆใน พ.ร.บ.นี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่ได้แถลงเป็นพันธสัญญากับรัฐสภา อย่างครบถ้วน

สำหรับสิ่งที่จะได้จากโครงการนี้ ที่ทางรัฐบาลคาดหวังไว้ คือ

1. ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ลดลงจากปัจจุบัน (ที่ 15.2%) ไม่น้อยกว่า 2%
2. สัดส่วนผู้เดินทางระหว่างจังหวัดโดยรถยนต์ส่วนบุคคล ลดลงจาก 59% เหลือ 40%
3. ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟขนส่งสินค้า เพิ่มขึ้นจาก 39 กม./ชม. เป็น 60 กม./ชม. และขบวนรถโดยสาร เพิ่มขึ้นจาก 60 กม./ชม. เป็น 100 กม./ชม.
4. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางราง เพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็น 5%
5. สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางน้ำ เพิ่มขึ้นจาก 12% เป็น 18%
6. ความสูญเสียจากน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท/ปี
7. สัดส่วนการเดินทางโดยรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 30%
8. ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเข้า-ออก ณ ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5%
9. ปริมาณผู้โดยสารรถไฟ เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคน/เที่ยว/ปี เป็น 75 ล้านคน/เที่ยว/ปี
10. ลดระยะเวลาการเดินทางจาก กทม. ไปยังเมืองภูมิภาค ด้วยรถไฟความเร็วสูงภายในรัศมี 300 กม. รอบกรุงเทพมหานคร ในระยะเวลาไม่เกิน 90 นาที จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง

ขอบคุณภาพจาก มานะ นิมิตรมงคลชัชชาติ สิทธิพันธุ์

อุตุฯ เผยทั่วไทยมีฝนเพิ่ม กทม.ตก 60% ของพื้นที่

กรมอุตุฯ เผยทั่วไทยมีฝนเพิ่มขึ้น อีสาน-ตอ.ตกหนักบางแห่ง กทม.และปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่

วันนี้( 19 มิ.ย.60) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมอ่าวตังเกี๋ยและประเทศเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นลมจะมีกำลังแรงขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ และตากอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร นครพนม และอุบลราชธานีอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี และกาญจนบุรีอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราดอุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่บริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูลอุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.