ทหารจ่อส่งตัวมือบึ้ม รพ.พระมงกุฏฯ ให้ตำรวจ 20 มิ.ย. เจ้าตัวยันทำคนเดียว

ทหารเตรียมส่งตัว “วัฒนา” ผู้ต้องหาวางระเบิด รพ.พระมงกุฏฯ ให้ตำรวจ 20 มิ.ย. นี้ ขณะพบเหตุจูงใจมาจากการเสพสื่อโจมตีทหารมากเกินไป ยังไม่ซัดทอดใครยืนยันทำคนเดียว

เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีระเบิด เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารเตรียมส่งตัว นายวัฒนา ภุมเรศ อายุ 62 ปี อดีตวิศวกรไฟฟ้า ผู้ต้องหาก่อเหตุวางระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ และอีกหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหาร ตามอำนาจมาตรา 44 โดยจะส่งมอบตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันอังคารที่ 20 มิ.ย. นี้

ล่าสุด กระบวนการสอบสวนของทหารเกือบจะเสร็จสิ้นเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว และหลังจากนี้จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับการสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นในช่วงแรกของการสอบสวนผู้ต้องหาค่อนข้างเครียด ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะค่อยๆ พูดคุยจนทราบข้อมูลว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเสพสื่อการเมืองจากวิทยุชุมชนและสถานีโทรทัศน์เคเบิ้ลช่องหนึ่ง จนมีความเกลียดชังเจ้าหน้าที่ทหาร

และอยากตอบโต้ตามกำลังและศักยภาพของตนเอง โดยทุกการลงมือจะมีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ อาทิ การก่อเหตุในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นจุดที่ตามหลักสากลจะไม่มีใครลงมือก่อเหตุ ส่วนที่เลือกก่อเหตุในโรงพยาบาล มีสาเหตุมาจากเหตุผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เมื่อปี 2553 จึงลงมือก่อเหตุโดยไม่เลือกพื้นที่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีระเบิด ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงตรวจสอบว่า นายวัฒนา มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นๆ หรือไม่ แม้ผู้ต้องหาจะให้การว่าก่อเหตุเพียงลำพังโดยไม่เปิดเผยข้อมูลความลับให้กับใคร แต่โดยส่วนตัวแล้ว จากการเข้าไปสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาน่าจะเป็นลักษณะที่เรียกว่า Lone Wolf เหมือนกับกรณีผู้ต้องหาที่เขียนหมิ่นสถาบันในห้องน้ำ คือทำตามศักยภาพของตัวเองที่มี จากความเชื่อที่ได้รับฟังมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปีผ่านทางวิทยุชุมชนและเคเบิ้ลทีวีทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีบุคคลในลักษณะเดียวกันกับ นายวัฒนา ปะปนอยู่ในสังคมอีกจำนวนมาก จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและช่วยสอดส่องดูแล หากพบบุคคลใดที่มีลักษณะเสี่ยงหรือมีวิถีชีวิตที่น่าสงสัย ควรประสานให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก่อนที่จะเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น

ผู้ปกครองสุดทน! แฉ ผอ.โรงเรียนดัง เรียก 4แสน รับเข้า ม.1

ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนดังสุดทน เปิดคลิป ผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดัง เรียกรับเงินเข้า ม.1

ภาพจากกล้องวิดีโอขนาดเล็กบันทึกโดยผู้ปกครองนักเรียนรายหนึ่ง ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้นำเงินสดจำนวน 4 แสนบาท ไปมอบให้กับผู้บริหารโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังจากที่ผู้บริหารได้ประสานงานการรับเด็กเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยวิธีพิเศษ ซึ่งผู้ปกครองต้องชำระเงินก่อนเข้าโดยที่ไม่มีใบเสร็จรับเงินจากโรงเรียน เป็นจำนวนเงิน 4 แสนบาท

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการติดต่อกับผู้บริหารผ่านทางโทรศัพท์ ตามนัดหมายโดยนำเงินจำนวนนี้ไปด้วย หลังจากนั้นได้นำเงินใส่ซองสีน้ำตาลเดินขึ้นไปบนชั้นสองของอาคารบริหารของโรงเรียนแห่งนี้ก่อนที่จะเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหาร ซึ่งผู้บริหารได้พูดคุยในทำนองว่าจะไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้ และการเข้าเรียนนักเรียนจะต้องเริ่มสตาร์ทการเรียนอย่างตั้งใจตั้งแต่ต้นเมื่อถึงชั้น ม.4 ผู้ปกครองจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวาย ก่อนที่ผู้ปกครองจะระบุถึงการสนับสนุนเงิน

ด้าน ผู้ปกครองรายนี้ ยังระบุว่า การเรียกรับเงินในกรณีกลุ่มเด็กเข้าเรียนแบบวิธีพิเศษ ในชั้น ม.1 มีจำนวนหลายราย ทราบว่าบางรายมีการจ่ายไปถึง 5 แสนบาท เพื่อให้ลูกได้เข้าเรียน โดยที่ไม่มีใบเสร็จรับเงิน และผู้ปกครองต่างไม่สบายใจว่าเงินจำนวนนี้เข้ามาพัฒนาโรงเรียนหรือถูกใช้ไปเพื่อการส่วนตัว จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้าตรวจสอบในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นช่องว่างสำคัญในการเรียกรับผลประโยชน์เป็นส่วนตัวหรือไม่

ที่มา… INN

รัฐบาลจับตาการเมืองเอี่ยวล้มเวทีพิจารณ์ พรบ.หลักประกันสุขภาพ ที่ขอนแก่นหรือไม่

โฆษกรัฐบาลตั้งข้อสังเกตการเมืองเอี่ยวล้มเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ที่ขอนแก่นหรือไม่ ขอประชาชนศึกษารายละเอียด แสดงความเห็นตามกฎหมายกำหนด

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีกลุ่มรักหลักประกันสุขภาพภาคอีสาน และเครือข่ายกลุ่มผู้ใช้บริการสิทธิบัตรทอง จังหวัดขอนแก่น บุกขึ้นเวทีรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่โรงแรม อวานี แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น ว่า รัฐบาลได้ชี้แจงถึงเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพไปหมดแล้ว

อยากให้ประชาชนศึกษารายละเอียดถึงร่างดังกล่าวก่อนว่าเป็นอย่างไร มีส่วนที่สูญเสียสิทธิจากเดิมหรือพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการที่มีกลุ่มคนไปล้มเวทีประชาพิจารณ์นั้น เป็นการกระทำที่บ่งบอกถึงการไม่เคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งไม่สมควรทำเช่นกัน ต้องต้องดูให้ดีว่ากลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพจริงๆ หรือ มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง จนทำให้เสียรังวัดว่าของใหม่ดีกว่าของเดิม

ทั้งนี้ การออกกฎหมายแต่ละฉบับ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและทุกส่วนที่เกี่ยวข้องและถือเป็นองค์ประกอบหลักในการออกกฎหมาย ดังนั้นประชาชนไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ตามหลักประชาธิปไตย ตามที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง ไม่ใช่ใช้กำลังล้มเวทีประชาพิจารณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ล้มเวทีประชาพิจารณ์ เพราะถือว่ากระทำความผิด