ดีเอสไอ ร่วมกับ กรมศุลกากร แถลงความคืบหน้ากรณีการปราบปรามการนำเข้ารถยนต์ที่ลักลอบนำเข้าและหลีกเลี่ยงการชำระภาษีศุลกากร
วันนี้ (16 มิ.ย. 60) กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการปราบปรามขบวนการนำรถยนต์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากร และสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง รวมทั้งกระบวนการรถจดประกอบผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่อง โดยมีการบูรณาการกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของสาธารณชน กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินการ ดังนี้
1. สืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษการเข้าตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญาเมื่อวันที่ 18 และ 24 พฤษภาคม 2560 ซึ่งสามารถอายัดรถยนต์สมรรถนะสูง (SUPER CAR) ไว้เพื่อตรวจสอบจำนวน 122 คัน โดยเป็นรถยนต์หลายยี่ห้อ อาทิเช่น ลัมโบร์กินี, โรสลอยด์, แมคคาเรน, โลตัส เป็นต้น ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น
กรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการประสานข้อมูลกับทางการประเทศ ต้นทางของรถยนต์เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับราคาซื้อขายที่แท้จริงเพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวน ซึ่งเมื่อนำข้อมูลรถยนต์ที่ได้จากการตรวจค้นมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่ได้จากต่างประเทศพบว่า มีการสำแดงบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ของรถยนต์จำนวน 32 คัน ต่อกรมศุลกากร ไม่ตรงกับราคาสินค้าที่มีการซื้อขายที่แท้จริงที่ได้รับมาจากประเทศผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายสินค้า
กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ขอให้กรมศุลกากรประเมินราคารถยนต์เบื้องต้น ตามเอกสารหลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประกอบด้วยรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี่ จำนวน 31 คัน และรถยนต์ยี่ห้อเล็กซัส จำนวน 1 คัน ซึ่งกรมศุลกากรได้จัดส่งข้อมูลบัญชีรายละเอียดการคำนวณภาษีรถยนต์กลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว จำนวน 30 คัน พบว่า มีมูลค่าภาษีขาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 650 ล้านบาท ซึ่งทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ซึ่งจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป
2. จากการสืบสวนสอบสวนขยายผล พบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ามีรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นเอเวนทาดอร์ ที่ส่งออกจากสหราชอาณาจักรและนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 11 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นใหม่และมีราคาสูง แต่พบว่าในขั้นตอนพิธีการศุลกากรกลับนำหลักฐานไปสำแดงกับกรมศุลกากรเพื่อชำระภาษีอากรขาเข้าเป็นรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี รุ่นเกลลาโดร์ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นเก่าและมีราคาถูกกว่า
โดยในเบื้องต้นพบพฤติกรรมดังกล่าวจำนวน 8 คัน อันเป็นการสำแดงเท็จ เป็นเหตุให้ภาษีอากรขาเข้าที่ต้องชำระขาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับกรมศุลกากรเพื่อคำนวณภาษีรถยนต์รวมถึงค่าภาษีและอากรที่ขาดและจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป
3. ได้ดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติม พบรถลัมโบร์กินี จดประกอบ จำนวน 2 คัน ซึ่งน่าเชื่อว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรทั้งคัน โดยมีขบวนการปลอมแปลงเอกสารว่านำเข้ามาเป็นชิ้นส่วน มีบริษัทนำเข้าตัวถัง , บริษัทนำเข้าเครื่องยนต์ และส่งต่อให้บริษัทรถยนต์นำไปเสียภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปขอจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบก ซึ่งราคารถจดประกอบจะเสียภาษีเป็นชิ้นส่วน โดยมีการเรียกเก็บภาษีเพียงร้อยละ 80
จากราคาที่สำแดง
ขณะที่รถนำเข้าทั้งคันจะมีการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึงร้อยละ 328 จากราคาที่ซื้อ ซึ่งขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับบริษัทต่าง ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายต่อไป


