รอง ผบช.ภ.4 ระบุ สำนวนสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพ เรียบร้อยในทุกขั้นตอน

รอง ผบช.ภ.4 ระบุสำนวนสอบสวนคดีฆ่าหั่นศพเรียบร้อยในทุกขั้นตอน แต่อาจมีการสอบสวนเพิ่มเติมบางจุด

พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ รอง ผบช.ภ.4 กล่าวถึงคดีฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือ น้องแอ๋ม ว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันคือข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและลอบฝัง ซ่อนเร้นหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ปล้นทรัพย์หรือรับของโจร

โดยมีเพียง น.ส.จิดารัตน์ เท่านั้นที่ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ตั้งแต่วันที่พบศพจนถึงการจับกุมผู้ต้องหา 5 คนเป็นระยะเวลา 11 วัน เจ้าหน้าที่สอบสวนครบทั้ง 5 คน มีเพียง น.ส.เบนซ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องในการลงมือฆ่าหรือเตรียมการใด ๆ ทั้งสิ้น การลงมือในการก่อเหตุทั้งหมดจึงมีเพียงนายวศิน, น.ส.เปรี้ยว, น.ส.เอิร์น และ น.ส.แจ้ ที่ร่วมกันทั้งการซื้อวัสดุ การลงมือหั่น การฝัง การทิ้งของกลาง

ซึ่งการสอบสวนเจ้าหน้าที่ได้แยกสอบเป็นราย ๆ ไป ซึ่งก็จะทราบละเอียดว่าใครทำอะไรบ้าง ใครลงมือฆ่า ใครซื้อวัสดุชิ้นใด ใครหั่น ใครช่วย ใครฝัง รายละเอียดอยู่ในสำนวนการสอบสวน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจยึดของกลางได้ครบหมดทุกรายการ โดยเฉพาะหลักฐานชิ้นสำคัญในการแยกร่างน้องแอ๋มเป็นสองท่อนคือเลื่อยธนูและมีด

รอง ผบช.ภ.4 กล่าวต่ออีกว่า คดีนี้เกิดจากความแค้นส่วนตัว ระหว่างผู้ตายกับ น.ส.เปรี้ยว ส่วนคนอื่น ๆ ไม่มีความแค้นหรือโกรธเคือง แต่ช่วยเปรี้ยวในฐานะเพื่อนสนิท ส่วนการพัวพันยาเสพติดนั้น ผู้ต้องหาบางคนเป็นเพียงผู้เสพ ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ถึงแม้ไม่มีคดีฆ่าหั่นศพ แต่ถ้าใครเสพก็คุมตัวส่งเข้าบำบัด ใครค้า ใครขายก็นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนทางการเงินของผู้ต้องหาแต่ละคนนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนก็มีการตรวจสอบอยู่เช่นกัน ทั้งนี้พนักงานสอบสวน มีอำนาจในการทำเรื่องฝากขังได้ทั้งหมด 7 ครั้ง ๆ ละ 12 วัน ซึ่งเท่ากับมีเวลาในการทำสำนวน 84 วัน และหากจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม พนักงานสอบสวนจะทำการประสานงานทางเรือนจำขอนแก่น และทันฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เพื่อเข้าทำการสอบสวนให้ครบทุกประเด็น

ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง สั่งประกาศเขตภัยพิบัติ อ.เมืองระนอง

ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง สั่งประกาศเขตภัยพิบัติ อ.เมืองระนอง แล้ว หลังฝนตกหนัก ลมพัดแรง น้ำในคลองมีปริมาณน้ำสูงไหลเชี่ยว

ที่ห้องประชุมศูนย์ราชการจังหวัดระนอง นาย จตุพจณ์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติจังหวัดระนองเข้าร่วมประชุม เพื่อสรุปปัญหาแต่ละพื้นที่ใน 5 อำเภอของจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละพื้นที่ได้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อที่ประชุม

โดยใน 4 อำเภอ คือ อ.กระบุรี อ.ละอุ่น อ.กะเปอร์ และ อ.สุขสำราญ จากการตรวจสอบในแต่ละพื้นต่างก็ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักหนัก ลมพัดแรง น้ำในคลองมีปริมาณน้ำสูงไหลเชี่ยวส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งก่อสร้างทั้งในส่วนของเอกชนและในส่วนของรัฐบาล แต่ทางหน่วยงานในแต่ละพื้นที่สามารถแก้ปัญหาในเบื้องต้นได้

โดยร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดในการเข้าแก้ปัญหา โดยประชุมต้องการเสนอให้มีการประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ ม.1 ต.หงาว อ.เมืองระนอง ซึ่งมีถนนถูกน้ำพัดจนขาด และความแรงของน้ำยังมีอย่างต่อเนื่องซึ่งอาจจะกระทบต่อประชาชนกว่า 10 ครัวเรือน และกำลังจะส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างของทางราชการ

โดยหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ไม่มีงบประมาณที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าว ทางจังหวัดจึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยว จากนั้นนำเสนอปัญหาและขอมติที่ประชุมจากคณะกรรม ซึ่งกรรมการทั้งหมดมีความเห็นร่วมกันว่าให้มีการประกาศให้พื้นที่ ม.1 ต.หงาว อ.เมืองระนองเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อที่จะได้นำงบประมาณฉุกเฉินจำนวน 20 ล้านบาทมาช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมจะได้ติดตามสถานการณ์ทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพราะพื้นที่จังหวัดระนองยังคงมีฝนตกและลมพัดแรงอย่างต่อเนื่อง

ออกหมายจับ 7 คน โยงซุกระเบิดไปรษณีย์ย่านบางเขน มีทหารพลเรือน

“พล.ต.อ.ศรีวราห์” ระบุ ระเบิดบางเขนไม่เชื่อมโยงตราด มั่นใจหลักฐานจับกุมตัวได้ ออกหมายจับแล้ว 7 คน – รอง ผบช.ภ.2 ยืนยันไม่เจอทางตัน

พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า พนักงานสอบสวนได้ขอศาลทหารออกหมายจับ ผู้ต้องสงสัย 1 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพบระเบิด 8 ลูก กระสุนปืนกว่า 100 นัด ที่ไปรษณีย์เอกชนย่านบางเขน โดยเบื้องต้นพบว่าอาวุธสงครามดังกล่าวถูกส่งไปยัง 15 จังหวัดปลายทางรวม 22 เป้าหมาย อาทิ จังหวัดขอนแก่น สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช สงขลา ชลบุรี พิษณุโลก สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร

ซึ่งตำรวจได้ออกหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากการขยายผลในครั้งนี้อีก 6 คน โดยในจำนวนนี้ เป็นทั้งข้าราชการ และพลเรือน ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่มั่นใจในพยานหลักฐานว่าจะนำบุคคลดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร สันติบาล ในการติดตามขยายผลหาผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี แต่เบื้องต้นจากการรวบรวมพยานหลักฐานไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุที่ตรวจยึดอาวุธสงครามในพื้นที่จังหวัดตราด

ส่วนกรณีจับกุมอาวุธสงครามในพื้นที่ จังหวัดตราด พล.ต.ต.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ รอง ผบช.ภ.2 ระบุว่า เบื้องต้นตำรวจไม่เชื่อคำให้การของผู้ต้องหา โดยจะต้องมีการพิสูจน์ทราบ เพราะคำให้การบางส่วนของผู้ต้องหาไม่เป็นความจริง แต่ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การอย่างใดก็ได้ และยืนยันว่าตำรวจมีพยานหลักฐานที่จะดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่รายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเกรงว่าจะกระทบสำนวนคดี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากผู้ต้องหาที่จับกุมตัวได้มีสัญชาติกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการขยายผลของตำรวจ ไม่มีอุปสรรคหรือปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซงในการทำงาน โดยหากตรวจสอบพบผู้เกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีทั้งหมดโดยไม่ละเว้น