พบ ‘เต่ากระ’ สัตว์ทะเลหายากที่ชายหาดเกาะทะลุ ขึ้นมาวางไข่แล้วถึง 560 ฟองในรอบ 2 เดือน
วันนี้ 28 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งจากนายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ว่าที่ชายหาดเกาะทะลุ ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีแม่เต่ากระขึ้นมาวางไข่บนเกาะทะลุในปีนี้แล้วจำนวน 4 รัง ด้วยกัน จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมกับนายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี และคณะศึกษาวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยอาจารย์ ดร.นพดล กิตนะ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา โดยพบว่าไข่เต่ากระทั้ง 4 รัง ยังคงอยู่ในหลุมหน้าบริเวณบ่ออนุบาลเต่ากระ จำนวน 4 หลุม โดยมีถังพลาสติกครอบเอา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ไม่ครบกำหนดที่ลูกเต่าจะแตกรังขึ้นมาจากพื้นทราย
กระทั่งช่วงกลางดึกนายบุญเลิศ เผือกทอง เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ได้แจ้งว่าพบแม่เต่ากระขนาดใหญ่อีก 1 ตัว กำลังเดินขึ้นชายหาดเกาะทะลุบริเวณอ่าวเทียน เนื่องจากกลางดึกที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีน้ำทะเลขึ้นสูงสุด และบริเวณดังกล่าวมืดสนิทไม่มีแสงไฟ
คณะเจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนจึงเดินทางไปซุ่มดูจึงพบว่าแม่เต่าเดินหาจุดวางไข่อยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมง และได้เริ่มขุดทรายแต่ไม่สามารถวางไข่ได้เนื่องจากด้านล่างเป็นชั้นหิน ทำให้แม่เต่าต้องเปลี่ยนจุดวางไข่ ก่อนจะขยับห่างไปจากจุดแรกราว 10 เมตร เมื่อใช้ขาคู่หน้าขุดทรายได้ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตรได้แล้ว แม่เต่าได้เริ่มวางไข่ทันที และใช้เวลาในการวางไข่ราว 30-40นาที จึงสามารถวางไข่ได้ทั้งหมด รวม 103 ฟอง แล้วใช้ขาคู่หลังเกลี่ยทรายมากลบหลุมไข่
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม ได้ทำการตรวจสอบเลขบัตรประจำตัวสัตว์อิเล็กทรอนิกส์ หรือไมโครชิพ ที่แม่เต่ากระ ซึ่งไม่พบ ทำให้ทราบว่าเป็นแม่เต่าสาวที่เพิ่งขึ้นวางไข่บนเกาะทะลุเป็นครั้งแรก จึงได้ทำการฝังไมโครชิพให้แม่เต่า จากนั้นอาจารย์ ดร.นพดล กิตนะ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือดของแม่เต่า ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญ เพื่อเก็บไว้ใช้สำหรับงานวิจัยในการตรวจวิเคราะห์สุขภาพของแม่เต่า ก่อนจะปล่อยแม่เต่าให้กลับลงสู่ทะเลซึ่งพบว่าแม่เต่าสามารถเดินลงสู่ทะเลได้และว่ายน้ำไปอย่างรวดเร็ว
นายเผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เลขาธิการมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม กล่าวว่า แม่เต่ากระที่ขึ้นมาไข่บนเกาะทะลุตัวล่าสุดเป็นแม่เต่าสาว ยังไม่เคยมีประวัติจึงได้ทำการฝังไมโครชิพเพื่อทำประวัติระบุตัวตน พร้อมทำการเก็บข้อมูลเบื้องต้นโดยได้ทำการวัดขนาดตัวแม่เต่า พบมีความกว้างของกระดองประมาณ 70 เซนติเมตร ยาว100เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 60กิโลกรัม โดยคาดว่าอีกราว 15วัน แม่เต่าตัวนี้จะกลับขึ้นมาวางไข่อีกครั้ง เบื้องต้นได้ตรวจสอบสุขภาพแม่เต่าแล้วพบว่ามีความแข็งแรงสมบูรณ์ดี
ส่วนไข่เต่าที่เห็นก็มีความสมบูรณ์ หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ฯมีการย้ายไข่เต่าทั้งหมดจำนวน 103 ฟอง ไปไว้ในพื้นที่เซฟโซนร่วมกับไข่เต่าอีก 4 รังก่อนหน้านี้จำนวน 560 ฟองเพื่อความปลอดภัย เพราะจุดที่แม่เต่าขึ้นวางไข่เสี่ยงต่อการถูกสัตว์มากัดกิน รวมถึงอาจจะถูกน้ำทะเลท่วมถึงทำให้ลูกเต่าตายทั้งหมดได้ โดยในครั้งนี้มีทีมวิจัยฯลงพื้นที่มาเก็บข้อมูลเรื่องเต่ากระด้วย ซึ่งจะทำให้ได้มีข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เต่ากระต่อไปซึ่งนับเป็นปีที่ 7 แล้วที่เต่ากระสัตว์ทะเลหายากได้ขึ้นมาวางไข่ที่ชายหาดเกาะทะลุ หลังจากทางมูลนิธิฯดูแลและอนุบาลจนลูกเต่าแข็งแรงก็จะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติในทุกปีอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิฯได้รายงานให้ทางนายพรชัย จุฑามาศ รองผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้รับทราบแล้ว
ด้านนายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่จะทำให้เต่ากระขึ้นมาวางไข่ได้ เต่าจะต้องเลือกก่อนว่าชายหาดก่อนไม่ได้ขึ้นวางไข่ได้ทุกหาด โดยจะเลือกดูเรื่องความลึกของทราย ที่สามารถขุดได้ลึกมากกว่า 30-50 เซนติเมตรได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางกายภาพเรื่องจุดกำบัง เนื่องจากอุณหภูมิมีผลต่อเพศของเต่า หากอุณหภูมิเกิน 29องศา จะเป็นเพศเมีย
หากต่ำกว่านี้ลูกเต่าจะกลายเป็นเพศผู้ ดังนั้นจะต้องมีพุ่มไม้หรือไม้ป่าชายหาดเป็นจุดกำบังป้องกันอุณหภูมิให้รังไข่เต่าไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป ดังนั้นการทำลายป่าชายหาดจึงเป็นการทำลายวงจรสืบพันธุ์ของเต่าด้วย ดังนั้นจุดที่แม่เต่าเลือกวางไข่จึงเป็นจุดที่มีความปลอดภัยสูง และส่วนใหญ่แม่เต่าจะมีสัญชาตญาณจะเลือกกลับมาวางไข่ในจุดที่เกิด หรือจากมาด้วย โดยแม่เต่าจะมีไข่ 3ชุดละ 100-150ฟอง และทยอยวางไข่ห่างกันครั้งละ 15 วัน
