วิษณุ ยันโทษประหารในไทยยังใช้อยู่ วอนอย่าเอาคดีฆ่าหั่นศพมาปลุกกระแส

วิษณุ ออกมาเตือนสติคนไทยอย่าปลุกกระแสประหารชีวิต ชี้โทษยังมีแต่ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญฆ่าหั่นศพน้องแอ๋ม

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (1 มิ.ย. 60) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่ญาติ ของ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว 1 ในผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพน้องแอ๋ม ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว พร้อมเรียกร้องให้เข้ามอบตัวในทำนองว่าโทษประหารชีวิตไม่มีการบังคับใช้จริง ว่า โทษประหารชีวิตในประเทศไทยยังมีอยู่ แม้จะในรอบ 8-9 ปียังไม่มีผู้ต้องหารายใดที่ถูกประหารชีวิตจริงก็ตาม

โดยโทษประหารชีวิตมีอยู่ในกฎหมาย แต่เราได้รับปากในที่ประชุมกรรมการสิทธิมนุษยชนที่กรุงเจนีวา ซึ่งขอร้องให้เรายกเลิก แต่ทางรัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้ยกเลิกแต่ความผิดใหม่จะไม่กำหนดโทษประหารชีวิต และจะทยอยเปลี่ยนจากโทษที่บังคับให้ประหารชีวิตอย่างเดียวให้มีทางเลือกจำคุกตลอดชีวิตได้ ซึ่งรัฐบาลคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน

ส่วนการที่ไม่ได้ปฏิบัติจริงจะทำให้ผู้กระทำผิดไม่ยำเกรงกฎหมายหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า กระแสโลกมี 2 กระแส คือทำเสียเลยผู้กระทำผิดจะได้ยำเกรง อีกกระแสคือโทษประหารชีวิตรุนแรงขัดต่อหลักมนุษยธรรม หากลงโทษผิดตัวจะแก้ไขไม่ได้ กระแสของกรรมการสิทธิมนุษยชนอยากให้เลิกแต่ก็ไม่ได้รบเร้า

ดังนั้นการอยู่แบบประเทศไทยก็ปลอดภัยดี คือมีเอาไว้ปรามแต่ก็ไม่แน่อาจจะงัดมาใช้ก็ได้ แต่ขออย่าเรียกร้องให้ใช้เถอะเพราะถ้าใช้ไปแล้วจะมีคนออกมาบอกว่าทารุณโหดร้าย ทั้งนี้มีหลายประเทศ เช่น กัมพูชา ก็ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว

ตะลึง! ชาวบ้านจับ ‘จระเข้’ ได้ขณะนอนอาบแดดริมคลอง

ตะลึง! ชาวบ้านจับ ‘จระเข้’ ได้ขณะนอนอาบแดดริมคลอง ยาวประมาณ 1.50 เมตร ที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

วันนี้ (1 มิ.ย. 60) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายประเสริฐ  หมุดทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่5 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ว่า เมื่อช่วง 07.00 น.ที่ผ่านมา มีลูกบ้านสามารถจับจระเข้ได้ขณะขึ้นมานอนอาบแดดบริเวณริมตลิ่ง ริมคลอง ซอย 8 ฝั่งตะวันตก ตนเองจึงเดินทางเข้าไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุพบว่า ประชาชนช่วยกันจับจระเข้น้ำจืดไว้ได้ 1 ตัว โดยใช้เชือกมัดที่ลำตัวและปากไว้ ความยาวประมาณ 1.50 เมตร ตนเองจึงนำขึ้นรถยนต์กระบะเพื่อไปส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ประมง อ.ลำลูกกา กระทั่งในเวลาต่อมามีลูกบ้านซึ่งแสดงตัวเป็นเจ้าของมาขอติดต่อขอรับจระเข้กลับคืน

โดยให้ข้อมูลว่า เป็นจระเข้ที่เลี้ยงไว้ในบ่อพักที่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 และหลุดหายไปเมื่อสองวันก่อนซึ่งจากการตามหาแล้วไม่พบ กระทั่งมาทราบข่าวว่า มีชาวบ้านจับจระเข้ได้จึงเดินทางมาตรวจสอบก็พบว่า เป็นจระเข้ของตนเอง จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนและขอให้ทำกรงและบ่อให้แข็งแรงมิดชิดไม่ให้จระเข้ออกมามาได้อีกเพราะอาจจะมาสร้างอันตรายให้กับพี่น้องประชาชน

ปชช. ติดป้าย ร้อง 3 บริษัทดัง ย้ายเสาด่วน! เหตุคลื่นโทรศัพท์ก่อมะเร็ง

ชาวบ้านใน จ.พะเยา ได้มีการติดป้ายประกาศขายบ้านเพื่อหนีเสาโทรศัพท์  จนในวันนี้ต้องมีการรวมตัวมาเจรจาหาข้อตกลงกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน

วานนี้ (31 พ.ค.2560) ผู้สื่อข่าว MThai ได้รายงานว่า ที่ ศาลาเอนกประสงค์บ้านศรีเมืองชุม หมู่ 8 ต.ลอ อ.จุน จ.พะเยา พบมีกลุ่มชาวบ้านใหม่พัฒนา หมู่ 8 บ้านศรีเมืองชุม หมู่ 6 กว่า 50 คน รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้เอาเสาโทรศัพท์จำนวน 2 เสา หลัง บริษัทดัง เอไอเอส ดีแทคและทรู ได้นำเอาเสามาติดตั้งในหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านอ้างว่าได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากคลื่นโทรศัพท์ จนต้องย้ายไปนอนที่อื่น


ด้าน “นายเกรียงศักดิ์ อภิมหารนาโชติ” ชาวบ้านศรีเมืองชุม หมู่ 6 กล่าวว่า ชาวบ้านต้องการให้ทางบริษัทเอไอเอส ดีแทค และ ทรู ให้ดำเนินการตามที่ชาวบ้านเรียกร้อง 4 ข้อ ได้ แก่ 1. ให้ปิดสัญญาณโทรศัพท์ทั้ง 3 เครือข่าย 2. ให้ย้ายเสาโทรศัพท์ออกไปจากพื้นที่ 3.ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และหากครบ 60 วันแล้วยังไม่มีการย้ายเสาออกไปจะทำการยื่นฟ้องร้องต่อศาลต่อไป


หลังจากนั้นไม่นาน “นายเทวา ปัญญาบุญ” นายอำเภอจุน พร้อมด้วย “น.ส.กนกอร ฉวาง” (รักษาการผู้แทนฝ่ายร้องเรียน กสทช.) และตัวแทน บริษัท เอไอเอส , ดีแทค และ ทรู ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกันรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ชาวบ้านต้องการให้เอาเสาโทรศัพท์ออกไปจากหมู่บ้าน โดยให้ทางบริษัทเตรียมหาแนวทางการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน ในเวลา 60 วัน

ทั้งนี้ที่ผ่านมาชาวบ้านในหมู่บ้านใหม่พัฒนา และบ้านศรีเมืองชุม ต.ลอ อ.จุน จ.พะเยา เคยร้องเรียนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว กรณีที่ชาวบ้านไดรับผลกระทบจากคลื่นเสาโทรศัพท์ที่ติดตั้งในหมู่บ้านมานาน จนบางครอบครัวต้องขนย้ายไปนอนที่อื่นแทนบ้าน บางคนก็ได้รับผลกระทบป่วยไม่สบายทางร่างกาย จนต้องเข้ารับการรักษาใน รพ.ของรัฐฯ

เบื้องต้นประชาชนในหมู่บ้านให้เอาเสาโทรศัพท์ออกไปจากหมู่บ้านในเวลา 60 วัน โดยทางภาครัฐฯ เอกชนและประชาชนในพื้นที่ ได้ทำการตกลงกันไว้ในเบื้องต้นเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว