หนุ่มพม่า พลัดตกชั้น 33 อาคารย่านเพลินจิต ดับ

เกิดเหตุสลด! หนุ่มก่อสร้างชาวพม่า พลัดตกจากชั้น 33 อาคาร ย่านเพลินจิต เสียชีวิตคาที่

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา มีรายงานว่า เกิดเหตุคนงานก่อสร้างชาวเมียนมา อายุ 30 ปี พลัดตกลงมาจากชั้น 33 ของอาคารย่านเพลินจิต เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุแล้ว โดยขณะนี้ทราบชื่อของคนงานก่อสร้างคนดังกล่าวแล้ว คือ อิม วิน อู ชาวพม่า อายุ 30 ปี เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ตายพลัดตกลงมาขณะที่กำลังทำงาน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายศพไปที่ผ่าชันสูตร ที่ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ

ขวัญผวา ‘รวบหนุ่มเสพยา’ ปีนหอพักทำอนาจารนักเรียนหญิง

สภ.ชุมพร รับแจ้งเหตุ หลังพบหนุ่มเสพยาบ้า เมาปีนหอพักหญิงเข้าไปลวนลามนักเรียน แต่ไม่สำเร็จ

วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เมื่อเวลา 01.30 น.  ร.ต.อ.สมบูรณ์ พุฒิคง (รอง สวป.สภ.เมืองชุมพร) ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า ได้จับกุมตัวคนร้ายก่อเหตุปีนหอพักหญิงและเข้าไปลวนลามนักเรียน จึงเดินเทางเข้าไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุ

ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุเป็นหอพักหญิงอยู่ติดกับ โรงแรมภราดร กลางเมืองชุมพร พบ นายกวีเอก รัตน์แก้ว อายุ 24 ปี พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์อีก 3 คน ยืนคุมตัวคนร้ายก่อเหตุปีนหอพักและเข้าไปลวนลามนักเรียนไว้ ทราบชื่อคือ นายอดิศร เหมือนพิมพ์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26/1 ม.7 ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร อยู่ในสภาพสวมกางเกงขายาวสีครีม เพียงตัวเดียว ใบหน้าและตามร่างกาย มีแผลถลอกหลายแห่ง ใกล้กันมีผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเด็กนักเรียน 2 คน ทราบชื่อคือ น.ส.นิด (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 128 ม.23 ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และ น.ส.หน่อย (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 ม.23 ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ยืนร้องไห้ ด้วยอาการหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

โดย น.ส.นิด เล่าว่า ตนพร้อมกับ น.ส.หน่อย ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน หลังจากที่จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นที่ อ.ท่าแซะ แล้ว ก็ได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนแห่งหนึ่งทางเมืองชุมพร มาเช่าหอพักดังกล่าว ชั้น 3 ซึ่งสามารถอยู่ด้วยกันได้ 2 คน  ก่อนเกิดเหตุตนและน้องสาวได้นอนหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการเรียนและการบ้าน จนกระทั่งตกดึกมารู้สึกว่าเหมือนมีคนเอามือมาจับหน้าอกแล้วลูบลงไปด้านล่างและมีการจูบตรงแก้ม ตนจึงนึกว่าน้องสาวนอนละเมอ  พอลืมตาดูก็รู้ว่ามีผู้ชายตัวใหญ่มากมานอนอยู่ตรงกลาง ตนเองกลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก เพราะถูกคนร้ายขู่ว่า อย่าส่งเสียง ด้วยความกลัวว่าจะถูกทำร้าย จึงนอนนิ่งตามคำขู่

น.ส.นิด เล่าต่อว่า จนกระทั่งคนร้ายได้ลุกไปในห้องน้ำ หายไปประมาณ 2-3 นาที แล้วออกมาครั้งนี้คนร้ายได้ใช้ผ้าห่อห่อตัวน้องสาวอุ้มเข้าไปในห้องน้ำ เมื่อตนได้โอกาสจึงรีบเปิดประตูห้องวิ่งลงมาขอความช่วยเหลือ จนพี่ๆ ผู้ชายที่อยู่ด้านล่างได้วิ่งเข้าไปยังห้อง คนร้ายจึงตกใจหนีออกไปประตูด้านหลัง ก่อนจะปีนไปแอบข้างตู้แอร์  บริเวณระเบียงห้องข้างๆ จนจับได้ในที่สุด ส่วนน้องสาวปลอดภัย เนื่องจากคนร้ายยังไม่ทันได้ทำอะไร แต่พอมาตรวจภายในห้องพบว่ากางเกงในสีดำของตนหายไป 1 ตัว และมาทราบอีกทีคนร้ายได้ใส่กางเกงในตัวที่หายอยู่

ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัว “นายอดิศร” มายังห้องสอบสวน สภ.เมือง เพื่อสอบปากคำ แต่นายอดิศร พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องจับใจความได้เพียงว่า  เมียตนเองท้องใกล้จะคลอดแล้วอีกไม่กี่วัน และตนก็ได้ไปซื้อยาบ้ามาเสพจนหมดไป 2 เม็ด แล้วไปซื้อเหล้ามานั่งกินเพื่อให้ยาบ้าที่เสพเข้าไปได้ออกฤทธิ์ให้เร็วขึ้น หลังจากนั้นก็ได้ไปปีนต้นไม้ข้างหอพักขึ้นไปตรงระเบียง ซึ่งอยู่ตรงห้องของเด็กนักเรียนทั้งสองพอดี ก่อนจะเปิดเข้าไปในห้องแล้วก็ลงไปนอน

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะพบว่า เป็นสีม่วง จึงได้ทำบันทึกจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหามียาเสพติดในร่างกาย บุกรุกเคหะสถานในยามวิกาลและลวนลามทำอนาจารผู้หญิง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อัยการต่างประเทศ ตั้งทีมตามจับ ‘บอส อยู่วิทยา’ ทายาทกระทิง

อธิบดีอัยการต่างประเทศ เผย ตร.ยังประสานให้ติดตาม “บอส” ทายาทกระทิงแดงชนตำรวจดับ ตั้งชุดทำงานไว้แล้ว ชี้ ถูกถอนพาสปอร์ง่ายต่อการจับกุมตัว

นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามตัว นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิด ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในทันทีว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากสำนักงานตำรวจเเห่งชาติในเรื่องนี้เเต่อย่างใด ซึ่งทางอัยการสำนักงานต่างประเทศก็ได้ตั้งคณะทำงานรออยู่เเล้ว

ส่วนที่ผ่านมา ที่มีการเพิกถอนพาสปอร์ตจะส่งผลต่อการติดตามตัว นายวรยุทธ หรือไม่ นายอำนาจกล่าวว่า จะทำให้การติดตามตัวง่ายขึ้น เพราะผู้ต้องหาจะไม่สามารถนำพาสปอร์ตไทยไปใช้ประโยชน์ในการเดินทางได้ ส่วนนายวรยุทธจะมีพาสปอร์ตประเทศไหนอีกหรือไม่นั้น ตนเองไม่ทราบ เเต่การเพิกถอนพาสปอร์ตไทยก็ทำให้การเดินทางของผู้ต้องหายากขึ้น

นอกจากนี้ นายอำนาจ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องการประสานติดต่อขอมอบตัว เพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนเองรับผิดชอบเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อีกครั้งในวันที่ 9 มิถุนายน นี้