เตือน!! ห้ามฝากสิ่งของต้องห้ามฝากส่งทางอากาศ หากพบโทษคุก – ปรับ 80,000

เตือน!! ห้ามฝากสิ่งของต้องห้าม ทางอากาศเด็ดขาด หากมีการตรวจพบการฝ่าฝืน จะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 80,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ชี้แจงมาตรการความปลอดภัยในการรับฝากส่งสิ่งของ ย้ำห้ามฝากส่งสิ่งของต้องห้ามทางไปรษณีย์ โดยไปรษณีย์ไทย ได้นำมาตรการรักษาความปลอดภัย และป้องกันการลักลอบฝากส่งสิ่งของต้องห้ามและผิดกฎหมายมาใช้ในการตรวจสอบสิ่งของ

โดยหากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น สามารถตรวจพบและติดตามตัวผู้ฝากส่งสิ่งของผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) ของที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยในการฝากส่งสิ่งของ และเครื่องสแกนวัตถุระเบิดแบบ X-ray ภายในท่าอากาศยานของบริษัทพันธมิตรการขนส่ง ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานในการตรวจสอบสิ่งของที่ฝากส่ง พร้อมประสานไปยังเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบสิ่งของต้องสงสัยดังกล่าวก่อนเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์ต่อไป

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า สำหรับมาตรการความปลอดภัยและป้องกันการลักลอบฝากส่งสิ่งของต้องห้ามและผิดกฎหมายนั้น ไปรษณีย์ไทยได้มีประกาศแจ้งผู้ใช้บริการรับทราบประเภท ชนิดสิ่งของต้องห้ามและผิดกฎหมายภายในที่ทำการไปรษณีย์ ทั่วประเทศ พร้อมกำหนด “จุดบริการหุ้มห่อสิ่งของฝากส่งทางไปรษณีย์” เพื่ออำนวยความสะดวก และแนะนำผู้ใช้บริการในการเลือกใช้วัสดุและหุ้มห่อสิ่งของฝากส่งให้ถูกวิธี เหมาะสมกับประเภทของสิ่งของที่ฝากส่งทางไปรษณีย์ เพิ่มความมั่นใจในการใช้บริการไปรษณีย์อีกทางหนึ่ง และเป็นการตรวจสอบสิ่งของฝากส่งในเบื้องต้น

เพื่อป้องกันการส่งสิ่งของผิดกฎหมายและวัตถุอันตรายเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์ พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้บริการให้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนแก่เจ้าหน้าที่ทุกครั้งในการฝากส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ เพื่อป้องกันการส่งสิ่งของผิดกฎหมายเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ภายในที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในการฝากส่งสิ่งของอีกทางหนึ่ง และนำเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดแบบตรวจโลหะมาใช้ในที่ทำการไปรษณีย์ และเครื่อง X-Ray มาใช้ในศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศสำหรับตรวจสอบสิ่งของที่สงสัยว่าอาจมีการลักลอบฝากส่งวัตถุระเบิดเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์อีกทางหนึ่ง

นางสมร กล่าวเสริมว่า ไปรษณีย์ไทย ขอชี้แจงว่า การฝากส่งวัตถุระเบิดผ่านทางไปรษณีย์นั้น เป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย” เนื่องจากเป็นสิ่งของต้องห้ามฝากส่งตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 และผู้กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย สิ่งของต้องห้ามในการฝากส่งทางไปรษณีย์มีดังนี้

1. สัตว์มีชีวิต 2. สิ่งเสพติด 3. สิ่งลามกอนาจาร หรือสิ่งที่มีถ้อยคำ เครื่องหมาย ลวดลาย หยาบช้า 4. วัตถุระเบิด อุปกรณ์ระเบิดที่มีแรง และไม่มีแรงระเบิด ปลอกกระสุน หรือสิ่งคล้ายคลึง 5. วัตถุไวไฟ 6. วัตถุมีคมที่ไม่มีเครื่องหุ้มห่อ ป้องกัน 7. สิ่งโสโครกหรือสิ่งมีพิษ อาจทำให้เกิดอันตรายแก่เจ้าพนักงาน 8. ธนบัตร 9. สิ่งของปลอมแปลงหรือลอกเลียนแบบโดยละเมิดลิขสิทธิ์

นอกจากนี้ สำหรับการฝากส่งสิ่งของเข้าสู่เส้นทางไปรษณีย์ทางอากาศนั้น ยังมีรายชื่อสิ่งของต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเดินอากาศเพิ่มเติมอีก 4 ชนิดดังนี้

1. สารออกซิไดซ์และออร์แกนิกเปอร์ออกไซด์ 2. ก๊าซหรือกระป๋องสเปรย์ 3. สารกัดกร่อน และ 4. วัตถุและสารต้องห้ามในการขนส่งทางอากาศ อาทิ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งแบตเตอรี่ โดยหากมีการตรวจพบการฝ่าฝืน จะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 80,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นางสมร กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาระบบเครือข่ายการขนส่งและมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ ตามนโยบาย POST Excellence เพื่อเป็นเครือข่ายชีวิตและเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มภาคภูมิ

ไฟไหม้ชุมชนคลองเตย วอด 10 หลังคาเรือน เจ็บ 1

เพลิงไหม้ชุมชนย่านคลองเตย เสียหายกว่า 10 หลังคาเรือน ขณะที่ หญิงชรา เจ้าของบ้านต้นเพลิงถูกไฟคลอกอาการสาหัส – ตำรวจเร่งหาสาเหตุ

วันนี้(28 มิ.ย.) มีรายงานว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ ภายในชุมชนล็อค 1-2-3 ซอยดำรงค์พิพัฒน์ ย่านคลองเตย โดยจุดเกิดเหตุ เป็นลักษณะบ้านไม้สองชั้นปลูกติดกันหลายหลัง ประชาชนหนีตายอลหม่านหอบหิ้วข้าวของเครื่องใช้ออกจากบ้าน เนื่องจากไฟปะทุขึ้นมาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่จึงระดมรถน้ำกว่า 10 คันเข้าใช้น้ำสกัดเพลิง โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายกว่า 10 หลังคาเรือน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เป็นหญิงชราอายุ 79 ปี ถูกไฟคลอกที่ใบหน้าและตามร่างกายกว่าครึ่ง เจ้าหน้าที่จึงเร่งช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ

ด้านสาเหตุ ตำรวจนครบาลท่าเรือ สอบสวนพยานแวดล้อมให้การว่า บ้านต้นเพลิงคือบ้านของ นางนุชนาถ จูบางท่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่า พักอาศัยอยู่ในบ้านไม่ทราบเลขที่เพียงคนเดียว ปกติมักจุดเทียนเพื่อส่องสว่างภายในบ้าน ทั้งที่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ทางชุมชนมาตักเตือนแล้วหลายครั้ง ว่าอาจเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นได้ เนื่องจากในบ้านมีเศษขยะจำนวนมาก แต่ก็เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุที่แท้จริง จะต้องรอเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ อย่างละเอียดอีกครั้ง

นายกฯ ย้ำ ยังไม่คิดจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ยันไม่พบไอเอสในภาคใต้ของไทย

นายกฯ ย้ำ ยังไม่คิดจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ เผย เน้นแก้ไขบริหารราชการแผ่นดินในขณะที่มีรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ยันข่าวกรองไม่พบไอเอสในภาคใต้ของไทย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม คสช. และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่ต้องการให้มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อมาสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องการเมือง ตนยังไม่คิดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล หรือการจัดตั้งพรรคการเมืองแต่อย่างใด

สำหรับตอนนี้คิดเพียงว่าจะแก้ไขบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร ในขณะที่มีรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ดังนั้นจะมุ่งเน้นการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนการเมืองเป็นเรื่องที่แม่น้ำ 5 สายต้องช่วยกันทำในเรื่องกฎหมายลูก และในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ต้องทำให้ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังชี้แจงกรณีที่สื่อมวลชนสิงคโปร์รายงานข่าวว่า กลุ่มไอเอส ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย ขึ้นบัญชีสิงคโปร์ เมียนมา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่นและตอนใต้ของไทย  เป็นหนึ่งในพื้นที่ครอบครองของไอเอสทางตะวันออก โดยยืนยันว่า จากการตรวจสอบไม่พบกลุ่มไอเอสอยู่ในไทยตามที่มีการนำเสนอข่าว

พร้อมย้ำว่า หน่วยงานความมั่นคงของไทยมีมาตรการดูแลอยู่แล้ว พร้อมกันนี้หน่วยงานความมั่นคงได้ติดตามสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเขตชายแดนและความเชื่อในโลกโซเชียลมีเดีย หากตรวจสอบพบก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด