แจงแล้ว นายสถานีรถไฟ ทำงาน 24 ชม. 21 วันเบิกเงินได้แสนกว่าบาท

รฟท. ชี้แจง นายสถานีรถไฟเบิกเงินเดือน-ล่วงเวลาได้เงินแสนกว่าบาท หลังทำงานตลอด 24 ชม. รวม 21 วัน ชี้เป็นช่วงเร่งซ่อม แต่เพื่อความสบายใจสั่งตรวจสอบแล้ว 

จากกรณีที่ เพจ เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้มีการเปิดเผยภาพข้อมูลอ้างว่าเป็นรายได้ของนายสถานีรถไฟรายหนึ่ง มีค่าตอบแทนสูงถึง 1.6 แสนบาท หลังจากที่เขาทำงาน 24 ชั่วโมงตลอดทั้งเดือน โดยมีข้อความระบุว่า นายสถานีรถไฟ เงินเดือน 61,210 บาท เบิกเงินค่าล่วงเวลาประจำเดือนพฤษภาคม 60 จำนวน 102,271.04 บาท รวมทั้งเดือนได้ 163,481.04 บาท ทำงาน 24 ชั่วโมง 21 วันติด ไม่หลับไม่นอนคืออะไร

ซึ่งภาพได้เผยให้เห็น ตารางการเข้าทำงานของนายสถานีคนดังกล่าว ที่มีการลงเวลาไว้คือ 00.00 – 24.00 น.เป็นเวลา 21 วันติด จนทำให้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์นั้น

ล่าสุด นายอารยะ ปิณฑะดิษ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการโดยสาร รฟท. ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ใบรายการเบิกค่าล่วงเวลาที่เป็นของจริง ทั้งในส่วนของวันที่ทำงานล่วงเวลาและจำนวนเงินที่ระบุในใบเบิก

ทั้งนี้ เนื่องจากพนักงานคนดังกล่าวมีการทำงานล่วงเวลาเป็นเวลา 1 เดือนเต็มในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพราะ รฟท.อยู่ระหว่างการเร่งรัดงานซ่อมบำรุงทางในเส้นทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงจำเป็นต้องขอร้องให้นายสถานีคนดังกล่าวทำงานล่วงเวลาทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้งานการซ่อมทางเดินต่อไปได้เร็ว และสามารถเปิดให้บริการประชาชน 3 จังหวัดชายแดนได้รวดเร็ว

โดยอัตราค่าล่วงเวลาที่ทำการเบิกเฉลี่ยวันละ 2,040 บาท ก็สอดคล้องกับอัตราเงินเดือนของพนักงานคนดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นระดับนายสถานีชั้น 1 อัตราเงินเดือน 6 หมื่นกว่าบาท ซึ่งปกติสถานีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสถานที่มีความเสี่ยงภัยกว่าที่อื่น ทำให้ปัจจุบัน รฟท.ได้ส่งนายสถานีไปประจำแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ปฏิบัติงานตามเวลาราชการในทุกๆ วัน

ดังนั้นหาก รฟท.จะให้มีการทำงานนอกเวลาซ่อมทาง ก็จำเป็นต้องขอให้นายสถานีคนดังกล่าวมาทำโอทีให้ เพราะเรามีพนักงานประจำแค่คนเดียว ที่สำคัญนายสถานีคนนี้ก็ไม่ได้เบิกโอทีเป็นแสนทุกๆ เดือน เพราะเดือนอื่นๆ ก็ทำงานปกติ ได้แค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ครั้งนี้ถือเป็นกรณีพิเศษที่รถไฟเร่งซ่อมทาง

อย่างไรก็ตามเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย  ทางรฟท.จะขอนำใบเบิกค่าล่วงเวลาดังกล่าวมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง หลังจากนั้นจะชี้แจงให้รับทราบว่ามีข้อสรุปอย่างไร

สุดงง! โชเฟอร์รถบรรทุกจอดนอนริมถนน ถูกคนร้ายขโมยกาแฟไม่แตะเครื่องใช้ไฟฟ้า

โชเฟอร์รถบรรทุกจอดนอนริมถนนหลัก กม.ที่ 16 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา คนร้ายฉวยโอกาสฉกกาแฟแต่ไม่เอาเครื่องใช้ไฟฟ้าไป

เมื่อเวลา 03.30 น วันที่ 27 มิ.ย. 60 ร.ต.อ. สุชาติ ยอดดำเนิน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ. พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุมีคนร้ายก่อเหตุลักสินค้าของรถบรรทุกสินค้า ที่จอดนอน ริมถนนถนนสายเอเชียขาขึ้นนครสวรรค์หลัก กม.ที่ 16 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกสินค้า กึ่งพ่วง 18 ล้อ หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 72-3129 สมุทรปราการ ตัวลูกหมายเลขทะเบียน 70-6691 นนทบุรี ของบริษัทอาเจ โลจิสติกส์จำกัด จอดอยู่ริมถนน เปิดไฟกระพริบเอาไว้ ประตูปิดตู้สินค้าด้านหลังถูกรูดขึ้น ข้างๆรถมีนาย ศักดา น้ำเหนือ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 108 ม.2 ต.เกาะขนุน อ. พนมสารคาม จ. ฉะเชิงเทรา เป็นคนขับ รอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าตกใจ

จากการตรวจสอบด้านหลังภายในตู้บรรทุกสินค้า พบร่องรอยถูกคนร้ายใช้ คีมตัดตัวซีนที่ใช้ล็อคประตู ใกล้กันพบตัวซีนประตูตกอยู่ที่พื้นถนน ภายในตู้พบสินค้าจำนวนมาก ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า กระทะไฟฟ้า ถูกพันด้วยผ้าพลาสติกใส โดยพบว่าด้านในของตู้สินค้า คนร้ายได้ยกเอากาแฟ ไปจำนวนหลายกล่อง ส่วนสินค้าอย่างอื่นเช่น เตาไฟฟ้าทีวีตู้เย็น ไมโครเวฟ คนร้ายไม่แตะต้องแม้แต่น้อย

สอบสวนนายศักดา คนขับรถบรรทุกทราบว่า ตนเองได้รับสินค้าทั้งหมดมาจาก คลังสินค้า ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อนำสินค้าไปส่งให้ลูกค้าที่ จ.แพร่ และ จ.น่าน พอถึงจุดเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น รู้สึกง่วงนอนจึงจอดรถริมถนนสายเอเชีย เห็นว่ามีไฟสว่าง และมีรถบรรทุก จอดอยู่แล้วจำนวน 2 คัน จอดอยู่ด้านหลัง จากนั้นได้นอนหลับไป จนมีเพื่อนที่ขับรถบริษัทเดียวกันมา เคาะกระจกเรียกว่า เห็นว่าด้านหลัง ถูกเปิดออก จึงเดินลงมาดูก็พบว่าถูกคนร้ายใช้คีมตัดซีนเปิดประตู แล้วขึ้นไปขโมยสินค้าหลบหนีไปแล้ว แปลกใจว่าทำไมคนร้ายไม่เอาสินค้าพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าไป

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะผ่านมาบริเวณที่เกิดเหตุพบดีเห็นรถบรรทุกจอด คนร้ายมีความรู้ว่ารถบรรทุกสินค้าลักษณะนี้จะต้องมีสินค้าจำนวนมากและระบบล็อกแบบง่ายๆ เลือกเอาสินค้าที่นำไปขายได้ง่าย จะทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆเพื่อหาตัวคนร้าย ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

‘ลูกสาวเจ๊แหม่ม’ หันพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ตร.

น้องเมย์ ลูกสาวเจ๊แหม่มชานมไข่มุก เหยื่อสองแม่ลูกแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวสุดโหด ขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาสองแม่ลูกสุดโหดแค่ทำร้ายร่างกาย

จากกรณีที่เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจและสื่อมวลชน ช่วยกันตามข่าวและกดดันแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว 2 แม่ลูก มาดำเนินคดีหลังจากที่ทั้งสองรุมทำร้ายแม่ค้าชาไข่มุกซึ่งเป็นแม่ของผู้โพสต์ด้วยการตบตี และราดน้ำร้อนใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่คดีกลับไม่คืบหน้า

ความคืบหน้าของคดี วันนี้ (27 มิ.ย.60)  ทาง “ร.ต.อ.อภินันท์ พลศร” รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าของคดี ออกหมายเรียก สองแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวที่ก่อเหตุร่วมกันทำร้าย “นางรัตนา บุญทา” หรือ “เจ๊แหม่มชานมไข่มุก” จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังรักษาอยู่ที่ห้องปลอดเชื้อ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก พร้อมถูกแจ้งข้อหาร่วมกันทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกาย กับสองแม่ลูก

ทางด้าน “น.ส.สุดารัตน์ เพียรไทย” หรือ น้องเมย์ ลูกสาวเจ๊แหม่มชานมไข่มุก เล่ากับทีมข่าว MThai ว่า หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อทราบข้อมูลคดีที่ นางสาวสุวรา โชจรูญเดช และ นางสมศรี โชจรูญเดช สองแม่ลูกขายก๋วยเตี๋ยว ที่รุมทำร้ายแม่ตน ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ทางตำรวจแจ้งข้อหาคดีทะเลาะวิวาทจนได้รับบาดเจ็บสาหัส กับสองแม่ลูกสุดโหดเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่สองแม่ลูกทำกับแม่ของตนอย่างโหดร้ายผิดมนุษย์ จนแม่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

พร้อมกันนี้ น้องเมย์ ได้เผยอีกว่า ตนผิดหวังกับกระบวนการกฎหมาย กับข้อหาที่ตำรวจแจ้งกับสองแม่ลูกสุดโหด เพราะทั้งคู่ทั้งทำร้ายทุบตี แถมขู่ฆ่า แต่ตำรวจกลับแจ้งข้อหาแค่ทำร้ายร่างกาย หลังจากนี้ตนไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ ตอนนี้ทำได้แค่เพียงตระเวรขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ตามสถานที่ต่างๆ เช่น วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร , ศาลหลักเมือง เพื่อขอให้แม่ของตนปลอดภัย หายเจ็บป่วยเร็วๆ และขอให้คนที่ทำร้ายแม่ของตนได้รับกรรมที่ทำกับแม่ของตนโดยเร็ว