ตะลึง!! ฝรั่งใจกล้า “จับจระเข้ด้วยมือเปล่า” หลังหวั่นถูกรถชน

ตะลึง!! ฝรั่งใจกล้า “จับจระเข้ด้วยมือเปล่า” หลังหวั่นถูกรถชน – ทำร้ายชาวบ้าน

แฟนเพจ LADbible ได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอที่เผยให้เห็นถึงภาพเหตุการณ์ระทึก จระเข้คลานไปมาบริเวณเกาะกลางถนน กระทั่งพลเมืองดีผ่านมาเห็นเข้า จึงรีบทำการควบคุมเพราะเกรงว่าจระเข้จะถูกรถที่แล่นผ่านไปมาพุ่งชนเข้าหรือทำให้ประชาชนได้รับอันตราย   นอกจากนี้ยังระบุข้อความอีกว่า 

“ขณะที่ผมขับรถกลับบ้านจากที่ทำงาน ผมสังเกตุเราเห็นจระเข้ที่อยู่กลางถนน จึงรีบไปจับมันและนำมันกลับบ้านเพื่อจะไปปล่อยที่  “bayou” การที่ผมเข้าไปช่วยจระเข้ผมหวังว่า วิธีนี้จะไม่ไม่ทำให้มันถูกฆ่าหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ทางถนนได้… “

ภายหลังจากการเผยแพร่เหล่าบรรดาชาวเน็ตก็ต่างให้ความสนใจ เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์หนุ่มใจกล้าผู้นี้ทั้งด้านบวกและลบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บางรายได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า “การกระทำของคุณน่าภาคภูมิใจมากๆ ผมนับถือจริงๆ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ คุณไม่ควรที่จะเอาเท้ามาเขี่ยที่ใบหน้าของจระเข้ เพราะคนที่ผ่านมาเห็นเค้าจะคิดว่าคุณพยายาม รังแกสัตว์”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : LADbible

แม่ผู้ต้องหาคดีข่มขืนผู้ช่วยคนไข้ ยันลูกเป็นคนดีถ้าไม่เมา และไม่ได้เป็นโรคจิต

ชาวคุ้มวัดศรีบุญเรือง หนองคาย ดีใจสุด ๆ หลังตำรวจจับปุ้มปุ้ยได้ ด้านแม่ผู้ต้องหายันลูกเป็นคนดีถ้าไม่เมา และไม่ได้เป็นโรคจิต

จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจภูธร จ.หนองคาย, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย และ ตม.หนองคาย ร่วมจับกุม นายปุ้มปุ้ย อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาในคดีข่มขืนผู้ช่วยคนไข้ข้างโรงซักฟอกใน รพ.หนองคาย ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อไปสอบถามความคิดเห็นกับชาวบ้านในชุมชนวัดศรีบุญเรืองที่มักพบเห็นนายปุ้มปุ้ย อาศัยอยู่ในบริเวณวัดและภายในชุมชน

โดยจ่าสิบตำรวจสุรชัย อายุ 71 ปี กล่าวว่า นายปุ้มปุ้ยมีพฤติกรรมชอบกินเหล้า ทะเลาะวิวาท งานการไม่ทำ ใช้ชีวิตไม่เป็นหลักแหล่ง เคยมีภรรยาและมีลูกแล้ว 1 คน แต่ได้หย่าร้างกันไปนานแล้ว ส่วนมากจะมาอาศัยนอนอยู่ภายในบริเวณวัด ตามแท้งค์น้ำ หน้าโบสถ์ ด้านการเงินนั้นแม่จะเป็นคนหามาให้ ส่วนแม่เองก็ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเช่นเดียวกัน ซึ่งตอนนี้ทราบว่าไปอาศัยอยู่กับแฟนใหม่ที่ชุมชนมีชัย ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย และชาวคุ้มดีใจที่นายปุ้มปุ้ยถูกจับในครั้งนี้

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับนางบุญน้อม อายุ 51 ปี ผู้เป็นแม่ กล่าวว่า วันนี้ได้ไปเยี่ยมลูกชายและบอกกับลูกชายว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำตัวให้สบาย ส่วนตัวแล้วลูกชายเป็นคนไม่ค่อยพูด เงียบๆ ไม่ได้มีอารมณ์ทางเพศรุนแรงแต่อย่างใด ส่วนตัวเป็นคนดี สาเหตุที่ลูกชายทำไปในครั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากความเมา ยืนยันว่าลูกชายตนไม่ได้ป่วยทางจิต เพราะไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าป่วยทางจิตแต่อย่างใด แต่เคยพาไปหาหมอที่ จ.อุดรธานี เมื่อหลายปีมาแล้ว ได้แต่ยามารับประทาน และก็ไม่ได้ระบุว่าลูกตนป่วยเป็นอะไร

ตำรวจสั่งเข้มสื่อออนไลน์ จ่อจับ ดารา-คนดัง-เน็ตไอดอล โพสต์ภาพคู่เหล้าเบียร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับทุกหน่วยสั่งเข้มสื่อออนไลน์ จ่อจับ ดารา-คนดัง-เน็ตไอดอล โพสต์ภาพคู่เหล้า-เบียร์ เชิญชวน ชี้ ผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ 10 ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เปิดเผยว่า ได้สั่งกำชับให้ตำรวจในแต่ละภาคเฝ้าระวังและตรวจสอบดำเนินคดีกับกลุ่มดารา/นักแสดง/นักร้อง/เน็ตไอดอล หรือบุคคลมีชื่อเสียง ที่โพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในทุกช่องทาง

โดย เบื้องต้นมีการดำเนินคดีกับดารานักแสดงและผู้มีชื่อเสียงไปแล้ว 5 ราย ในพื้นที่ สภ.เมืองนนทบุรี เนื่องจากพบว่า มีการภาพโพสต์คู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ในลักษณะการโฆษณาเชิญชวน ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อมูลผู้มีชื่อเสียงที่โพสต์ภาพในลักษณะนี้ อีกเป็นจำนวนมาก แต่ยังระบุไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าใด จึงฝากเตือนให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวนำภาพที่ถ่ายคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกจากสื่อสังคมออนไลน์ทุกประเภท ก่อนที่ในช่วงบ่ายวันนี้จะให้ตำรวจเฝ้าจับตาสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานนำมาพิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป

ขณะเดียวสาเหตุที่ต้องนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้อีกครั้ง พล.ต.อ.วิระชัย ระบุว่า ปัจจุบันว่ามีแนวโน้มการใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางในการชักชวนให้ประชาชนหันมาดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันมากขึ้น และมีผลการวิจัยที่ออกมาระบุว่าสาเหตุที่ทำให้ประชาชนเริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ง่ายขึ้นนั้น ร้อยละ 30 มาจากภาพของบุคคลมีชื่อเสียงดารานักแสดงหรือแม้แต่เน็ตไอดอลที่ประชาชนชื่นชอบ มีการโพสต์ภาพคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเชิงการชักชวน

ซึ่งหากตำรวจตรวจสอบพบ จะมีบทลงโทษและการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีชื่อเสียงดังกล่าว โดยเริ่มตั้งแต่ การกระทำผิดครั้งแรกจะมีอัตราโทษปรับไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ครั้งที่ 2 อัตราโทษปรับไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ส่วนประชาชนที่เป็นผู้ชี้เบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมได้นั้นจะได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 4 ของเงินค่าปรับดังกล่าวด้วย