‘สุเทพ’ หนุนนายกฯ อยู่ต่อ สานงาน”สุเทพ” ทำบุญ 68 ปี ขอทำเพื่อประเทศหนุน “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ สานต่องานปฏิรูป หนุนระบบไพรมารีโหวต พร้อมขอเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจอย่าเขียนกฏหมายเกรงใจใคร
วันนี้(7 ก.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) และอดีตเลขาธิการ กปปส. กล่าวเนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิด 68 ปี ย่างเข้า 69 ปีในวันนี้ ว่า เวลาที่เหลือจะทำงานเพื่อส่วนรวมและบ้านเมืองให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนรวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดีที่สุด
ซึ่งการที่มีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ใครจะอยู่พรรคไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเป็นปัญหา ส่วนที่ได้พูดคุยกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมือง เพราะได้พูดคุยกันมาหมดแล้ว
ส่วนที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเล่นการเมืองนั้น เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี โดยทุกอย่างเป็นไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้ใครชักนำจนประชาชนไขว้เขว พร้อมระบุว่า วันนี้ ตนไม่ได้รับของขวัญจากนายกรัฐมนตรี
แต่ยังยืนยันสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศสำเร็จ และขออย่าคาดการณ์ล่วงหน้าว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง การทำงานของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวมองว่า ไม่ยาก หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับประชาชน
นอกจากนี้ นายสุเทพ ระบุสนับสนุนการใช้ระบบไพรมารีโหวตในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ว่า ประชาชนมุ่งหวังที่จะเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองของประชาชน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการเมืองของคนทั้งประเทศ ดังนั้น การที่จะทำให้การเมืองเป็นของประชาชนก็ต้องให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนก่อน
ส่วนกรณีที่พรรคการเมือง กังวลว่า อาจดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา และไม่มีทุนเพียงพอนั้น เชื่อว่า หลังจากพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ก็สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ และน่าจะดำเนินการได้ทัน ส่วนเงินทุน สามารถใช้เงินค่าบำรุงสมาชิกพรรคได้ ซึ่งตนเคยเสนอว่า ค่าบำรุงสมาชิกพรรคควรจะเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ
ทั้งนี้ พร้อมขอเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจว่า อย่าเขียนกฏหมายเกรงใจใครหรือเอาใจใคร แต่ให้นึกถึงประชาชนและประเทศในอนาคตเป็นหลักปฏิรูป