ปัจจุบันนี้การสูบ ‘บุหรี่’ ไม่ได้ถูกมองมาเท่หรือดูดีแต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าน่ารังเกียจและเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกาย ทั้งกลิ่นที่เหม็นและยังมีสารพิษอันตราย แต่ก็ยังมีนักสูบอีกรายหลายในประเทศที่ยังคงสูบบุหรี่ และเกณฑ์ของผู้สูบบุหรี่หน้าใหม่ยิ่งอายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องมาจากค่านิยมผิดๆ ถึงแม้ภาครัฐจะออกกฎหมายบังคับใช้ อาทิ การปรับขึ้นราคาของบุหรี่ รวมถึงข้อกฎหมายในการห้ามจำหน่ายต่อเด็ก และการจำกัดพื้นที่สูบบุหรี่แต่ก็ยังลดจำนวนผู้สูบไม่ได้มากเท่าที่ควร
ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศบังคับใช้ พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 เริ่มในวันที่ 4 ก.ค. 60 โดยมาตรการสำคัญที่ประชาชนต้องรับทราบเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง มีดังนี้
1.ห้ามขายหรือให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี
2.ห้ามให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นผู้ขายยาสูบ
3.ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบใน 4 กลุ่มสถานที่ ได้แก่ วัดหรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สถานพยาบาลและร้านขายยา สถานศึกษาทุกระดับ สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก
4.กำหนดห้ามโฆษณาสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์ยาสูบในทุกรูปแบบ
5.ห้ามผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาสูบทำกิจกรรม ซีเอสอาร์ อุปถัมภ์สนับสนุนบุคคล
6.ห้ามตั้งวางโชว์ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือซองบุหรี่ ณ จุดขาย
7.ห้ามแบ่งซองขายบุหรี่เป็นรายมวน
8.เพิ่มโทษผู้ฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่เป็นปรับไม่เกิน 5,000 บาท
9.จ้าของสถานที่สาธารณะที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ มีหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน ดูแลให้ไม่มีการฝ่าฝืนสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการ เจ้าของสถานที่มีโทษปรับไม่เกิน 3,000 บาท
อย่างไรก็ตามการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย และทำอันตรายต่อร่างกาย โดยจากสถิติพบว่ามีคนไทยเฉลี่ย 1 ล้านคนที่มีชีวิตอยู่ แต่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ในคนไทยทุกคนที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ จะมีคนที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจากการสูบบุหรี่ที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างน้อย 20 คน

นอกจากนี้การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง 12 ชนิด โรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง โรคถุงลมปอดพอง เบาหวาน และยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรค ตาบอด ภูมิต้านทานของร่างกายลดลง และทุกอวัยวะแก่ก่อนวัย นอกจากนี้ยังทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมอีกด้วย ทั้งนี้การสูบบุหรี่สำให้คนไทยเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 50,710 คน ซึ่งยังไม่ได้รวมคนที่เสียชีวิตจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง
ตามสถิติของการสูบบุหรี่ในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2557 ผู้สูบบุหรี่ 11.4 ล้านคน มีจำนวนลดลงจาก 12.3 ล้านคน ในพ.ศ.2534 ซึ่งอัตราการสูบบุหรี่ 20.7% ลดลงจาก 32% พ.ศ.2534 ในขณะที่ประชากรอายุมากกว่า 15 ปี เพิ่มขึ้น 17.1 ล้านคน ระหว่าง ปี พ.ศ.2534-2557 ประมาณการได้ว่าการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ที่ผ่านมา ช่วยป้องกันให้คนไทยจากการติดบุหรี่ได้ 6 ล้านคน ผู้ที่เคยสูบ แต่เลิกสูบ 3.7 ล้านคน ผู้สูบบุหรี่เฉลี่ยอายุ 15-18 ปี 353,898 คน เฉลี่ยอายุ 19-24 ปี 1,059,839 คน โดยตนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้านเราทุกวันนี้มีประมาณ 15.2 ล้านคน
ยังไรก็ตามก็หวังว่า ‘พ.ร.บ.ยาสูบ’ ฉบับใหม่นี้จะช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ให้ลดลง และยังส่งผลดีไปถึงคนที่รับควันบุหรี่มือสอง แต่ที่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้จำหน่ายและผู้สูบบุหรี่ด้วยเช่นกัน… เพราะถ้าทุกคนร่วมมือกันสังคมไทยก็จะน่าอยู่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับใครที่สนใจอยากเลิกบุหรี่สามารถโทรติดต่อได้ที่เบอร์ 1600 ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือผ่านเว็บไซต์ www.thailandquitline.or.th
ขอบคุณข้อมูลสถิติจาก มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่