ร้อง รองผบ.ตร. ถูกแจ้งข้อหาฆ่าคนตาย เผยมีชื่อซ้ำกัน 5 คน

หญิงสาวร้อง รองผบ.ตร. สอบข้อเท็จจริง หลังถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตาย ยันวันเกิดเหตุอยู่บ้านพักกับสามีที่หนองคาย ชี้ชื่อสกุลผู้ต้องหาซ้ำกันถึง 5 คน เชื่อเป็นการจับผิดตัว

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา นางบังอร พร้อม สามีเดินทางมาร้องเรียนกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รองผบ.ตร. เพื่อให้ตรวจสั่งสอบข้อเท็จจริง หลังจากตกเป็นผู้ต้องหา ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต ท้องที่ สน.ประชาชื่น ซึ่งคดีนี้เป็นเรื่องหึงหวง ที่นางบังอร หรือ อ้อย เลิกรากับแฟนเก่า แต่แฟนเก่าขอมีอะไรด้วยเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแลกกับการเลิกวุ่นวายกับตน จนแฟนใหม่ทนไม่ไหว จึงร่วมมือกับนางบังอร ฆ่าแฟนเก่า เหตุการณ์นี้ ทั้งที่วันเกิดเหตุนางบังอร ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เบื้องต้นตรวจสอบพบมีบุคคลชื่อและนามสกุลจากทะเบียนราษฎร์ซ้ำกันถึง 5 คน

นางบังอร ยืนยันว่า ตนเองไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยวันที่เกิดเหตุ ตนอยู่กับสามีที่บ้าน ในอำเภอบางบ่อ จังหวัดหนองคาย และเพิ่งมาเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “คำพวง” ตอนจดทะเบียนสมรสกับสามี เมื่อปี 2537 และยังมีชื่อเล่นว่า “อร” ไม่ได้ชื่อ “อ้อย” ตามที่ปรากฎในสำนวนคดี รวมทั้งยืนยันด้วยว่ามีสามีแค่คนเดียว และหลังจากที่ตำรวจจับตัวมา ก็ไม่ได้มีการชี้ตัวผู้ต้องหา และสอบปากคำตนเอง และสามี โดยตนได้ปฏิเสธกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว โดยวันนี้นำตัวสามี มายืนยันว่าวันเกิดเหตุได้อยู่กับสามี

นอกจากนี้นางบังอร ยังระบุอีกว่า คนที่ชื่อ บังอร คำพวง ในทะเบียนราษฎร์ มีอยู่ทั้งหมด 5 คน ซึ่งมี 3 คน อยู่ในตำบลเดียวกัน อีก 2 คน อยู่ในจังหวัดอื่น และในตำบลบางบ่อ มีคนที่ชื่อบังอร ชื่อเล่นว่าอ้อย อยู่ในตำบลเดียวกันด้วย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจจับตัวนางบังอร มาดำเนินคดี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นชื่อ นามสกุล และ หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก โดยตำรวจยืนยันว่า พยานในที่เกิดเหตุจำชื่อและนามสกุลได้ว่าเป็น บังอร คำพวง

ที่มา… INN

ผอ.โรงเรียนดังเมืองอุดรฯ แจงเหตุนักเรียนต่อแถวไหว้ครู

 ผอ.โรงเรียนดังเมืองอุดรฯ แจงกรณีเหตุดราม่านักเรียนต่อแถวยาวเหยียดเพื่อไหว้ครูตอนเช้า ยันเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาไม่ได้เป็นการบังคับเด็ก

ภายหลังโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวของนักเรียนโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล อ.เมือง จ.อุดรธานี ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเรื่องนโยบายใหม่ของทางโรงเรียน ที่ทางโรงเรียนให้นักเรียนแต่ละคนต่อแถวเข้าโรงเรียนทีละคน เพื่อไหว้ทำความเคารพครูที่ยืนอยู่หน้าโรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนต้องต่อแถวยาวเหยียดอยู่หน้าโรงเรียนเพื่อรอเข้าโรงเรียน โดยโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนมากกว่า 5 พันคน การต่อแถวเข้าโรงเรียนทีละคนทำให้เกิดความล่าช้าเป็นอย่างมาก จนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม

ในเวลาต่อมามีนักเรียนชี้แจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เป็นการตรวจเครื่องแต่งกายให้ถูกระเบียบ ไม่ได้เป็นการต่อแถวไหว้ตามที่เข้าใจ แต่บังเอิญมีรุ่นพี่มือแข็ง ครูจึงหวังดีสอนให้ไหว้ ทำให้คนอื่นๆเข้าใจผิดว่าเป็นการต่อแถวไหว้ครู

ด้าน นายสุจินต์ ขาวแก้ว ผอ.โรงเรียนระบุเหตุดังกล่าว เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาไม่ได้เป็นการบังคับเด็ก ทั้งนี้การไหว้เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของคนไทยที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างมายาวนาน โดยทางโรงเรียนนอกจากจะสอนหนังสือวิชาความรู้แล้ว ยังสอนให้นักเรียนทุกคนเป็นคนดีมีมารยาทที่ดี ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ความเป็นคนไทย อย่างไรก็ตามเหตุที่แถวยาวเพราะครูยืนติดกับประตูโรงเรียน จากนี้จะปรับให้ครูมายืนในโรงเรียน เพื่อที่แถวจะได้ไม่ยาวเช่นนี้

ภาพ @ทับทิม แท่มแท๊ม.

หัวหน้าคสช.ใช้ ม.44 ยืดเวลาใช้ 4 มาตรา พ.ร.ก.ต่างด้าว

คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 เรื่อง มาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว

ตามที่มีการประกาศใช้พระราชกําหนดการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวได้ทั้งระบบ อันเป็นการสร้าง ความมั่นคงทางด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ นั้น โดยที่พระราชกําหนดดังกล่าว กําหนดให้นายจ้างและคนต่างด้าวมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลายประการ และได้กําหนดความผิด และบทกําหนดโทษ ในอัตรารุนแรง ซึ่งยังมิได้มีเวลาสร้างความรับรู้ความเข้าใจเพียงพอแก่ประชาชน จึงก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและอาจส่งผลกระทบต่อนายจ้างภาคครัวเรือน ภาคผู้ประกอบการวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม และภาคเกษตรกรรมจนกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ ดังนั้น เพื่อให้ นายจ้างและคนต่างด้าว รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาเตรียมการและดําเนินการให้เป็นไปตาม กฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมและไม่เกิดผลกระทบในทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงเกินควร โดยยังคง รักษาเจตนารมณ์ในการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าวทั้งระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และยังคงมีมาตรการต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจําเป็นต้องมีมาตรการชั่วคราว เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าวตามพระราชกําหนดดังกล่าวในช่วงเวลา เปลี่ยนผ่านการใช้บังคับกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้มาตรา 101 มาตรา 102 มาตรา 119 และมาตรา 122 แห่งพระราชกําหนด การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้นายจ้างและคนต่างด้าวเร่งดําเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามพระราชกําหนด การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกําหนด ในกรณีที่คนต่างด้าวผู้ใดมีความจําเป็นต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อกลับไปยังประเทศ ต้นทางหรือเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการให้ถูกต้องตามวรรคหนึ่ง ให้คนต่างด้าวผู้นั้นได้รับยกเว้นการดําเนินการเกี่ยวกับการเดินทางเข้าหรือออกนอกราชอาณาจักรตาม กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกําหนด เป็นการชั่วคราวโดยการหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ

ข้อ 3 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการ ตามกฎหมายหรือคําสั่งนี้ใช้อํานาจในตําแหน่งโดยมิชอบ หรือกระทําหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ในกรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทํา การเพิกเฉยหรือละเลยไม่กระทําการหรืองดเว้นกระทําการของพนักงาน เจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นดําเนินการ ทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองกับพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นอย่างรวดเร็วและ เด็ดขาด

ข้อ 4 ให้กระทรวงแรงงานดําเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการ การทํางานของคนต่างด้าวเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้ ใช้บังคับ ตลอดจนพิจารณาหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนในการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อประโยชน์ในการป้องกันการค้ามนุษย์ และ อํานวยความสะดวกในการดําเนินการแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนโดยให้กระทรวงแรงงานเสนอรายงาน ผลการดําเนินการต่อนายกรัฐมนตรีทราบเป็นประจําทุกเดือน ในการพิจารณาจัดทําร่างกฎหมายตามวรรคหนึ่งและอนุบัญญัติที่ออกตามความในพระราชกําหนด การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ให้กระทรวงแรงงานรับฟังความคิดเห็น ของผู้เกี่ยวข้องและนํามาประกอบการพิจารณาด้วย

ข้อ 5 ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ แห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้

ข้อ 6 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 4 กรกฎาคม พุทธศักราช 2560

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ