ไปรษณีย์ไทย พร้อมเปิดให้บริการในวันหยุดที่ 12 และ 14 ส.ค.

ไปรษณีย์ไทย พร้อมเปิดให้บริการในวันหยุด วันแม่แห่งชาติ 12 และ 14 ส.ค. นี้ ผ่านจุดบริการ 178 แห่งทั่วประเทศ

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) พร้อมให้บริการในวันที่ 12 และ 14 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นวันหยุดและวันหยุดชดเชยเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้หากผู้ใช้บริการต้องการฝากส่งสิ่งของในวันดังกล่าว ไปรษณีย์ไทย ได้เปิดจุดให้บริการกว่า 178 แห่งทั่วประเทศ

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการฝากส่งสิ่งของทั้งในและระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถใช้บริการรับฝากเอกสารและสิ่งของ ตลอดจนการซื้อแสตมป์ สิ่งสะสม สินค้าไปรษณีย์และสินค้าที่ระลึกต่างๆ อาทิ ที่ทำการไปรษณีย์ขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ ที่ทำการไปรษณีย์อำเภอในเขตชุมชน ที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่ท่าอากาศยาน เคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์ในศูนย์การค้า และสถานีบริการน้ำมัน

เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง เดอะ สตรีท รัชดา ซีคอนสแควร์ เซ็นทรัลซิตี้บางนา เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ซีคอนบางแค สยามสแควร์วัน อยุธยาพาร์ค บิ๊กซีลพบุรี เดอะมอลล์นครราชสีมา เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ กาดสวนแก้ว จีซีเอสเชียงใหม่ อัศวรรณ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.รามอินทรา กม.11 ปตท.ราชพฤกษ์ 3 ปตท.บัวทองเคหะ เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อและช่วงเวลาการเปิดให้บริการของที่ทำการไปรษณีย์ ทั้ง 178 แห่ง ในช่วงวันหยุดดังกล่าว ได้ที่เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ THP Contact Center 1545

จ่อเรียกหนุ่มขับกระบะ ชนกู้ภัย-พลเมืองดีดับ 3 ศพ มาแจ้งข้อกล่าวหา

ตำรวจแปดริ้วจ่อเรียกหนุ่มขับกระบะชนอาสาสมัครกู้ภัยและพลเมืองดี มาทำการแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมเอาผิดโฟร์แมนสร้างทางไม่ติดสัญญาณเตือน

ร.ต.อ.สมัย สุดาชาติ รองสารวัตรสอบสวน สภ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนดำเนินคดี ต่อคนขับรถกระบะพุ่งชนอาสาสมัครกู้ภัย และพลเมืองดี ที่กำลังให้การช่วยเหลือคนเจ็บอยู่กลางถนน จากอุบัติเหตุซ้ำซ้อนต่อเนื่องกันหลายราย

ในขณะที่ทางนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ ซิตี้ กำลังทำการก่อสร้างซ่อมแซมลาดยางพื้นผิวจราจรภายในนิคมฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 รายว่า ในวันเกิดเหตุได้ทำการสอบสวน นายภูเบศร อายุ 33 ปี คนขับรถกระบะ มาสอบสวนในฐานะพยานเอาไว้แล้ว และได้นำตัวพาไปตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ซึ่งพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ 63 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ซึ่งผู้ต้องหาได้ยอมรับสารภาพว่าได้ดื่มเบียร์มา จึงจะได้เรียกมาทำการแจ้งข้อกล่าวหาว่า ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถโดยประมาทจนทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย และ เมาแล้วขับ แต่ทราบว่าผู้ต้องหากำลังอยู่ระหว่างการบวชหน้าไฟ ให้แก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย จึงยังจะไม่ได้เรียกมาทำการแจ้งข้อกล่าวหา แต่อาจจะเรียกมาแจ้งข้อหาในเร็ว ๆ นี้

ด้านนิคมอุตสาหกรรมนั้น ได้ทำการเรียกให้ทาง บริษัทเจ้าของและผู้ดูแลนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ มาสอบสวนในฐานะพยานและยังอยู่ระหว่างขั้นตอนในการออกหมายเรียก ผู้ควบคุมการก่อสร้างซ่อมแซมเส้นทางให้มารับทราบข้อกล่าวหา กระทำการโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โดยขณะนี้กำลังเตรียมออกหมายเรียกไปยังทางเจ้าของคลิปจากกล้องหน้ารถ ที่ขับผ่านมาในขณะเกิดอุบัติเหตุพอดี และมีการนำออกมาโพสต์เผยแพร่ผ่านทางโซเชียล ให้มาให้ปากคำในการสอบสวนไว้เป็นพยานด้วย แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

ผู้เสียหายร้อง DSI ถูกหลอกยืมเงิน ซ้ำหวังพึ่งตร. แต่ถูกถามเจอผู้ต้องหาบ้างไหม?

ผู้เสียหายร้อง DSI ถูกหลอกยืมเงิน ซ้ำหวังพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ถูกถามกลับว่าเจอผู้ต้องหาบ้างไหม

วันนี้ (11 ส.ค. 60) เวลา 11.00 น. นางจิดาภา เขียวนาวะ อายุ 43 ปี พร้อมด้วย นายนพพร ทองชนะ อายุ 44 ปี ตัวแทนผู้เสียหาย 20 ราย เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รับเรื่องร้องเรียนแทน ในกรณีถูกนางจำรูญ เชื้อพุทธ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับความผิดฐานออกเช็ค เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คในขณะออกเช็คนี้ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีพึงใช้เงินได้ โดนผู้ต้องหาได้หลบหนีไปตั้งแต่ 12 ตุลาคม 2555

นางจิดาภา เผยว่า ที่นำเรื่องมาร้อง DSI เพราะคดีจะหมดอายุความวันที่ 12 ตุลาคม นี้ จึงอยากให้ช่วยจับกุมคนร้าย โดยเจ้าของคดีดังกล่าวคือ สภ.เวียงสระ ซึ่งอยู่ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ และมีหมายจับชัดเจน นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ต้องหายังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งตนได้เคยไปร้องทุกข์กับหลายหน่วยงานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

“ตนไปติดตามเรื่องจากตำรวจภูธรภาค 8 กลับได้คำตอบว่า ผู้ต้องหาไม่ได้อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งยังถามกลับอีกว่าเจอผู้ต้องหาบ้างไหม คำพูดดังกล่าวทำให้ตนน้ำตาไหล”

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวมีผู้เสียหาย 20 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งผู้ต้องหาเป็นที่รู้จักและสนิทสนมกับผู้เสียหาย เนื่องจากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน โดยผู้เสียหายทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ ต.มะขามเตี้ย ต.ทุ่งหลวง และ ต.บ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานี

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ กล่าวว่า เบื้องต้นจะประสานงานกับทางตำรวจภูธรภาค 8 เพราะคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีพิเศษของทาง DSI จึงไม่สามารถติดตามตัวผู้ต้องหาเองได้