ตม. ย้ำยังไม่ยกเลิก ใบตม.6 !!! ชี้แค่เปลี่ยนฟอร์มใหม่

ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจสนามบินดอนเมือง หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นแบบบูรณาการทั้งระบบ – ย้ำยังไม่ยกเลิกใบตม.6

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ดูด่านตม.ขาเข้าระหว่างประเทศ หลังพบปัญหามีผู้โดยสารชาวไทย รอตรวจนานกว่า 5 ชม. พร้อมเปิดเผยการแก้ปัญหาว่า ในระยะสั้น ภายใน 2 สัปดาห์นี้ จะเพิ่มกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อีก 100 นาย มาช่วยปฏิบัติหน้าที่ที่ด่านดอนเมือง

จากเดิมที่มีอยู่ 390 นาย ทำให้จะมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 491 นาย สลับเวรกัน 4 ผลัด นอกจากนี้ยังได้รับการประสานจากผอ.การท่าอากาศยานดอนเมือง ว่าจะขยายช่องตรวจให้อีก 14 ช่อง เพื่อระบายนักท่องเที่ยวเข้าไทยได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนระยะยาว จะมีการแก้ไขการกรอกใบตม.6 กรอกข้อมูลตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องการ ซึ่งอาจจะใช้เวลาการกรอกลดลง และการท่า จะจ้างจนท. ที่มีความรู้ทางภาษาจีน เกาหลี และรัสเซีย มาคอยให้บริการ ทั้งนี้ยืนยันว่า ที่ผ่านมา ระบบการตรวจไม่ได้ล่าช้า ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาทีต่อคน แต่ที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น เพราะในวันดังกล่าวที่มีผู้ร้องเรียน มีเที่ยวบินมากเกินกว่าวันปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีนั้นไม่เพียงพอ

สำหรับกรณีที่มีสื่อมวลชน ระบุว่า พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามยกเลิกใบ ตม.6 ทั้งขาเข้า และขาออกนั้น ผบช.ตม. ยืนยันว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โดยหลังวันที่ 1 ต.ค.60 จะมีใบตม.6 รูปแบบใหม่ให้กรอก ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาต้องการข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์ด้านการท่องเที่ยวต่อไป ยืนยันนักท่องเที่ยวยังต้อกรอกเช่นเดิม

ททท. ชง เที่ยวไทยลดหย่อนภาษีสูงสุด 5 หมื่นบาท ดึงคนเที่ยวเมืองรอง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น” เตรียมเสนอคลัง พิจารณามาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวแบบขั้นบันได สูงสุด 50,000 บาท กระตุ้นการใช้จ่ายช่วงปลายปี 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา  ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี และมาตรการทางการตลาด ด้วยการจัดโครงการ “เที่ยวทั่วไทย ไปถึงถิ่น” เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายในท้องถิ่น และกระจายตัวไปยังเมืองรองอื่น ๆ โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาส 4 คือ ตั้งแต่ตุลาคม-ธันวาคม 2560

โดยมาตรการทางภาษี จะให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว นำไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะนำนโยบายดังกล่าวหารือกับกระทรวงการคลัง ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ เพื่อขออนุมัติจากทางกระทรวงการคลัง โดยเบื้องต้นจะมีการกำหนดมาตรการเป็นแบบขั้นบันได แบ่งตามโซนจังหวัด ดังนี้

โซนที่ 1 เมืองท่องเที่ยวหลัก 14 จังหวัด วงเงินลดหย่อนภาษี 15,000 บาท

เป็นเมืองยอดนิยมในการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ประกอบด้วย กรุงเทพฯ, นครราชสีมา, กาญจนบุรี, ชลบุรี, เชียงใหม่, ระยอง, เพชรบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ขอนแก่น, สงขลา, ประจวบคีรีขันธ์, สระบุรี, ภูเก็ต และนครปฐม

โซนที่ 2 เมืองต้องห้ามพลาด 12 จังหวัด วงเงินลดหย่อนภาษี 30,000 บาท

ประกอบด้วย ลำปาง, น่าน, เพชรบูรณ์, เลย, บุรีรัมย์, จันทบุรี, ตราด, สมุทรสงคราม, ราชบุรี, ชุมพร, นครศรีธรรมราช และตรัง

โซนที่ 3 จังหวัดอื่น ๆ ที่เหลืออีก 51 จังหวัด วงเงินหักลดหย่อนภาษี 50,000 บาท

สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่นำมาลดหย่อนได้ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าบริการนำเที่ยว ค่าอาหารและเครื่องดื่ม และค่าซื้อสินค้าของที่ระลึกที่ทะเบียนถูกต้องและออกไปกำกับภาษีได้ โดยตั้งเป้าจะช่วยเพิ่มรายได้การท่องเที่ยวในประเทศ ในช่วงปลายปีได้ประมาณ 10-15%

ชาวอบทม อ่างทอง ลุยสร้างชุมชนเป็นที่เที่ยว หารายได้ – สร้างอาชีพ

ชาวตำบลอบทม ดำเนินโครงการ 9101 พร้อมเตรียมต่อยอดชุมชน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างชีวิตหารายได้อย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า ชาวบ้าน หมู่ที่ 5 , 6, 7 , 8 และ 9 ตำบลอบทม อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน มีการเลี้ยงปลาช่อน และปลานิลในบ่อดิน อีกทั้งยังแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาช่อน การหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพจากปลาและสารไล่แมลง และปลูกพืชแบบอินทรีย์ชีวภาพ

โดยเลี้ยงปลานิล 3 บ่อ และปลาช่อน 1 บ่อ รวมทั้งปลูกผัก ปลูกต้นไม้ประดับตกแต่ง พร้อมสถานที่จำหน่ายสินค้าทางการเกษตรจากชุมชน พร้อมการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ เพื่อเตรียมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์พืชผลทางการเกษตร เป็นการต่อยอดโครงการ 9101  เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนในอนาคตด้วย

นายวิศรุต อ่ามสด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลอบทม เปิดเผยว่า ในช่วงที่กำลังดำเนินการโครงการ และรอผลผลิตจากปลาในบ่อรวมทั้งพืชผลทางการเกษตรที่กำลังเจริญเติบโต ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ทำการซื้อปลาช่อนจากกลุ่มชุมชน นำมาแปรรูปเป็นการช่วยแก้ปัญหาพร้อมเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร และสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน

เมื่อนำปลาช่อนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ปลาช่อนแดดเดียวสามารถขายได้ ราคากิโลกรัมละ 180 บาท ลูกชิ้นปลาช่อนกิโลกรัมละ 200 บาท ปลาช่อนยอแท่งละ 80 บาท ปลาร้าปลาช่อนกิโลกรัมละ 200 บาท และทอดมันปลาช่อนกิโลกรัมละ 140 บาท

นอกจากนี้ ในแต่ละวันนั้นเนื้อปลาช่อนยังนำมาทำอาหารเป็นเมนูต่างๆ เช่น แกงขี้เหล็ก ห่อหมกปลาช่อน ส่วนหัวปลา พุงปลาและไข่ปลาช่อน นำมาทำเป็นต้มยำจำหน่ายให้แก่ชาวบ้านในชุมชน ในราคา 30-50 บาทต่อถุง เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยเนื้อปลาช่อนนั้นไปทำการแปรรูปได้หมดทุกอย่าง

ส่วนเก็ดและเศษปลาจากตัวปลา ก็จะนำมาทำน้ำชีวภาพ โดยนำไปหมักผสมกับผลไม้ ทำเป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ที่ไม่มีสารตกค้างเป็นสารจากธรรมชาติ นำมาฉีดไล่แมลง ในแปลงผักที่ทำการปลูกไว้บนคันดินบ่อปลา เพื่อทำการจำหน่าย ต่อไป ติดต่อสอบถาม โทร 096-1361-953 คุณน้อย หรือเฟซบุ๊ก มายูน้อย มายูน้อย