นักท่องเที่ยว ลื่นตกหน้าผาน้ำตกเลยหง่าดับ – ญาติไม่ติดใจการตาย

เจ้าหน้าที่อุทยานชี้แจงขั้นตอนลำเลียงศพนักท่องเที่ยวลื่นผลัดตกน้ำตกเลยหง่าเสียชีวิต ชี้ ญาติไม่ติดใจการตาย – เพิ่มมาตรการป้องกันจุดเสี่ยง

นายเกรียงศักดิ์ ถนอมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนัก หน่วยงาน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณี มีคนลื่นผลัดตกจากน้ำตกเลยหง่า ท้องที่บ้านเลยวังไสย์ ต.เลยวังไสย์ อ ภูหลวง จ.เลย ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงและเสียชีวิต ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2560 เวลาประมาณ 16.30 น. มีกลุ่มคนที่ท่องศึกษาทางธรรมชาติ ได้มาเรียนรู้เก็บภาพศึกษาทางธรรมชาติบริเวณน้ำตกเลยหง่าก่อนประสบอุบัติเหตุล้มลื่นพลัดตกลงไปบริเวณน้ำตกเลยหง่า จนเสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ นายปวริศน์ ไชโสม อายุ 33 ปี ชาว จ.เพชรบูรณ์ อาชีพวิศวกร และเป็นลูกชายอดีตนายอำเภอบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

ก่อนประสานงานระดมกำลังจนท.จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อเคลื่อนย้ายศพผู้เสียชีวิต จากบริเวณน้ำตกเลยหง่า แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นป่ารกทึบ ฝนตกตลอด ทางรถยนต์ไม่สามารถขึ้นไปช่วยเหลือได้ ตัองอาศัยการเดินเท้า และเป็นเวลาค่ำมืด มีสัตว์ป่าเช่นช้างป่าอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงจึงเป็นอุปสรรคในเคลื่อนย้าย จนท.จึงจะดำเนินการเคลื่อนย้ายศพในเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยได้นำศพผู้เสียชีวิตเคลื่อนย้ายลงมาจากน้ำตกเลยหง่า ถึงบริเวณที่พักสงฆ์วังเมย เวลา 06.40 น. ซึ่งเป็นจุดที่รอเคลื่อนย้ายโดยรถยนต์ได้ ไปพิสูจน์ ณ โรงพยาบาลภูหลวง ต่อมาบิดา-มารดาผู้เสียชีวิต ได้มาลงประจำวันกับทางพนักงานสอบสวน สภ.ภูหลวง โดยไม่ติดใจเอาความกับหน่วยงานหรือบุคคลใด โดยทราบว่าเหตุที่เกิดเป็นอุบัติเหตุที่ยากแก่การควบคุมดูแล และได้นำศพไปบำเพ็ญกุศลที่ วัดศรีบุญเรือง ต.หล่มสัก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

ทั้งนี้ ยังได้กำชับสั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ รับผิดชอบโดยเฉพาะเขตฯภูหลวง ให้เพิ่มมาตรการ ควบคุม ดูแล ป้องกัน พื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะจุดเสี่ยงภัยที่เป็นอันตรายต่อคน และสัตว์ป่า เช่น บริเวณน้ำตก หน้าผา จุดชมวิว และ พื้นที่บริเวณที่มีช้างป่าที่มีผลกระทบกับราษฎรในพื้นที่ ให้หมั่นตรวจตราควบคุม เพิ่มจุดที่ติดตั้งป้ายเตือนภัย ข้อห้าม ข้อระวัง หรืออื่นๆ ให้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

แชร์ว่อนเน็ต! นักเรียนหญิงวัยกระเตาะนัดเคลียปัญหา สุดท้ายจบด้วยการตบตี

นักเรียนหญิงวัยกระเตาะนัดเคลียปัญหา ก่อนจบด้วยการรุมทำร้ายตบตี – ชาวเน็ต วิจารณ์ยับ

วันที่ 6 ส.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียล มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์กลุ่มนักเรียนหญิงวัยกระเตาะ หรือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นคลิปเหตุการณ์กลุ่มนักเรียนหญิง โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีการนัดเจรจาตกลงปัญหาบางอย่าง หรือ มีการนัดตบตีเพื่อเคลียปัญหา

โดยมีหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาดีเป็นตัวกลาง แต่สุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ จึงมีการรุมทำร้ายทุบตีกัน คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่จากเพจชื่อดัง “เมืองทุ่งสง” เป็นคลิปที่มีความยาว 1.21 นาที พร้อมโพสต์ข้อความ “ 3รุม1ในป่ากล้วย โปรดคอมเมนท์ด้วยวาจาสุภาพนะครับ ”

จากการตรวจสอบคลิปดังกล่าวพบว่า ถ่ายบริเวณป่ากล้วยริมกำแพง ในคลิปมีหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาดี สวนเสื้อแขนยาวสีแดง กางเกงขายาวสีดำ คาดว่าจะเป็นคนกลางตกลงปัญหาระหว่างนักเรียนหญิงด้วยกัน หญิงสาววัยรุ่นหน้าตาดี มีการพูดคุยกับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง ที่สวมเครื่องแบบนักเรียนหญิง เสื้อสีขาวแขนสั้น ผูกหูกระต่าย นุ่งกระโปรงสีกรมท่า สวมรองเท้านักเรียนสีดำ จับใจความคำพูดระหว่างหญิงสาวหน้าตาดีกับนักเรียนหญิง เกี่ยวกับเรื่องปัญหาชู้สาว แต่ระหว่างพูดคุยได้มีนักเรียนหญิงประมาณ 3 – 4 คน กรูเข้าจิกผมทำร้ายทุบตีนักเรียนหญิงคนดังกล่าว จนล้มลุกคลุกคลานในป่ากล้วย ก่อนที่หญิงสาววัยรุ่นหน้าตาดี จะเข้าแยกกลุ่มนักเรียนหญิงที่รุมทำร้ายออกจากกัน ก่อนจะมีเสียงของกลุ่มนักเรียนหญิงที่รุมทำร้าย บังคับให้นักเรียนหญิงที่ถูกรุมทำร้ายกล่าวคำ “ขอโทษ”

หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ไม่เพียงกี่ชั่วโมง ชาวเน็ต เข้าไปชม แชร์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่จะตำหนิการกระทำของนักเรียนหญิงดังกล่าวที่ไม่มีความเหมาะสม ทั้ง ๆ ที่อยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียน นอกจากนี้ยังมีการแสดงความคิดเห็นสงสารพ่อแม่ ผู้ปกครองของกลุ่มนักเรียนหญิงดังกล่าว ที่ตั้งใจส่งมาเรียนหนังสือหาความรู้ แต่กลับมามีพฤติกรรมไม่สมกับการเป็นนักเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคลิปดังกล่าว ผู้โพสต์คลิปไม่มีการระบุว่ากลุ่มนักเรียนหญิงที่อยู่ปรากฏคลิป เป็นนักเรียนของโรงเรียนอะไร จังหวัดอะไร แต่คลิปดังกล่าวสร้างความหดหู่ใจให้กับผู้ที่เข้าไปชมเป็นอย่างมาก

‘เพื่อไทย ‘เรียกร้องรัฐบาล ยุติการระบายข้าวรัฐไปเป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ย

พรรคเพื่อไทย ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการระบายข้าวไปเป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ย แนะรัฐบาลนำข้าวสารคุณภาพดีมาแจกจ่ายในผู้ประสบภัยน้ำท่วมตอนนี้

การตรวจสอบการระบายข้าวในคลังของรัฐบาล นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ ผาสุข อดีต ส.ส.สิงห์บุรี เปิดเผยว่า การระบายข้าวเพื่ออุตสาหกรรมการบริโภคครั้งที่ 1/2560 พบว่ามีความไม่โปร่งใส เพราะมีการขายข้าวขาว 2 คลัง ให้กับบริษัท วีออร์แกนนิก จำกัด จำนวน 61,527 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 5.10 สตางค์ รวมเป็นเงิน 313 ล้านบาท เพื่อไปนำไปทำปุ๋ย

โดยตั้งข้อสงสัยว่าจะมีการนำข้าวไปขายให้คนบริโภคหรือไม่ เพราะข้าวที่ระบายออกไปมีทั้งข้าวที่ดีและข้าวที่เสียปนกันอยู่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะทำให้บริษัทได้กำไรไปกว่า 430 ล้านบาท เพราะตามปกติราคาข้าวขาวที่ในการบริโภคราคาตลาดสำหรับการบริโภคจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 12 บาท อีกทั้งจากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบบริษัท วีออร์แกนนิก จำกัด ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ กลับว่าพบบริษัทติดป้ายชื่อว่า บริษัท โอเมก้า 3.6.9 แอนด์ไลโคปีน จำกัด และภายในโรงงานก็ไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องมือที่มีความสามารถศักยภาพพอใจการนำข้าวกว่า 6 หมื่นตันไปทำปุ๋ยได้ทั้งหมด จึงตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดกระทรวงพานิชย์จึงขายให้กับบริษัทที่ไม่มีความน่าเชื่อถือและใช้เงินจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท ทั้งมีผลประกอบการขาดทุนเมื่อปี 2558 จำนวน 2,590,000 ล้านบาท และในปี 2559 จำนวน 640,000 บาท

ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการระบายข้าวไปเป็นอาหารสัตว์หรือปุ๋ย และให้คณะกรรมการตรวจคุณภาพข้าว ชุดที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้าวคงเหลือของรัฐออกมาชี้แจง เพราะมีผู้แอบอ้างว่าข้าวในโกดังเป็นข้าวที่ไม่ได้คุณภาพและสามารถขายในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้บริโภคในราคาเพียงกิโลกรัมละ 5.10 บาท ทำให้รัฐบาลเสียผลประโยชน์ นอกจากนี้ยังขอเรียกให้รัฐบาลให้นำข้าวสารที่ยังมีคุณภาพดี มาแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในขณะนี้อีกด้วย

ขอบคุณ จส.100