“ทหารข้ามเพศ” ในกองทัพสหรัฐฯ และอังกฤษได้ออกมาแสดงความกังวลและหวั่นเกรงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากการแบน “คนข้ามเพศ” ไม่ให้ทำงานในกองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นนโยบายที่ถูกนำมาประกาศใช้จริง
เจนนิเฟอร์ ซิมส์ ที่ปัจจุบันรับราชการทหารยศร้อยเอก ในสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า เธอจะสูญเสียงานที่เธอรักไป เพราะเธอรับใช้ชาติด้วยความภาคภูมิใจมาโดยตลอด ข่าวนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกทำลาย และหวาดกลัวว่าเธอจะมีภาวะความเครียด
เธอบอกว่า ครอบครัวของเธอเป็นทหาร และเธอเต็มใจจะรับใช้ชาติ โดยนับตั้งแต่เข้ามารับราชการทหาร เธอต้องคอยปกปิดเพศที่แท้จริงมาโดยตลอด และเธอรู้สึกขัดแย้งมากภายในใจ จนกระทั่งมีนโยบายเปิดรับคนข้ามเพศให้รับราชการทหารได้ในยุคประธานาธิบดีโอบามา เธอจึงผ่อนคลายขึ้น เพราะทุกสุดสัปดาห์เธอจะกลับบ้าน และสามารถเป็นตัวเองได้ ก่อนกลับมาสวมเครื่องแบบทำงานในวันจันทร์
ทั้งนี้ ซิมส์ บอกว่า เธอได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนจากแพทย์ทหารมาเป็นระยะเวลา 9 เดือนแล้ว ซึ่งหากนโยบายนี้ถูกนำมาใช้จริง เธอกังวลว่าการรักษาของเธอจะต้องหยุดลง และจะทำให้เธอกลับไปมีสภาพร่างกายเหมือนผู้ชายอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน “วาเนซซ่า เชอริดัน” อดีตจ่าอากาศเอก ประจำกองทัพสหรัฐฯ ที่เคยรับใช้ชาติด้วยความสมัครใจมาเป็นเวลา 4 ปี และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์ “เซ็นเตอร์ ออน ฮอลสเต็ด” (Center on Halsted) ที่ทำงานสนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศ ในเมืองชิคาโก บอกว่า เธอรู้สึกผิดหวังมากกับข่าวนี้ เพราะเราต่างคิดว่าสหรัฐฯ เราจะก้าวหน้าขึ้น และจะเห็นทหารที่เป็นคนข้ามเพศได้รับใช้ชาติ โดยเป็นตัวเองอย่างเปิดเผย ซึ่งนั่นจะทำให้ทั้งกองทัพสหรัฐฯ และคนข้ามเพศต่างได้ประโยชน์
ทั้งนี้ สิ่งที่ เชอริดัน กังวลมากที่สุดคือ ทหารที่เป็นคนข้ามเพศซึ่งขณะนี้ทำงานให้กองทัพสหรัฐฯ จะตกอยู่ในอันตราย และมีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะตกเป็นเป้าของการล่าแม่มด
ด้าน “อายลา โฮลดอม” นักบินทหาร ซึ่งเป็นคนข้ามเพศ คนแรกของอังกฤษ ระบุว่า การทวีตครั้งนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์จะทำให้คนข้ามเพศถูกกดดันให้ไม่กล้าแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมา และทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลับไปอยู่ในจุดที่เลวร้ายซึ่งเคยได้รับความกดดันจากสังคม
โฮลดอม บอกว่า เวลาที่เธอทำหน้าที่ทหาร ผู้คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากเธอไม่ได้สนใจว่าเธอเป็นคนข้ามเพศหรือไม่ แต่สนใจว่าทหารช่วยเหลือพวกเขาได้มีประสิทธิภาพเพียงใดขณะปฏิบัติหน้าที่
เหล่านี้คือเสียงสะท้อนถึงความกังวลจากคนข้ามเพศต่อแนวโน้มนโยบายทางทหารของสหรัฐฯ


