หมอกควันลึกลับ โผล่ชายฝั่งอังกฤษ ทำ ปชช.สัมผัส แสบตา-เจ็บคอ

ชาวอังกฤษ นับร้อยถูกหามส่ง รพ. หลังสัมผัสกับหมอกควันเคมีลึกลับ จนแสบตา-เจ็บคอ จนท.เร่งหาเหตุ 

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า วันนี้ (28 ส.ค. 60) ที่อังกฤษ ได้เกิดเหตุสุดแปลกขึ้น เมื่อปรากฏมีหมอกปริศนาที่สัมผัสแล้วจะเกิดอาการเคืองดวงตาและลำคอ ที่บริเวณชายหาดเบอร์ลิงแก็ป ใกล้กับเมืองอีสต์บอร์น จนส่งผลทำให้ประชาชนที่อยู่ในละแวกดังกล่าวจำนวนกว่า 233 คนถูกหามส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน จากการสัมผัสกับหมอกพิษปริศนาดังกล่าว

โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์ @Kyle_Crickmore โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพจากที่เกิดเหตุว่า เกิดเหตุบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีที่เบอร์ลิงแก็ป ตาฉันมีน้ำตาไหลและในอากาศมีกลิ่นคลอรีนฉุนมาก

เบื้องต้นรายงานไม่ได้ระบุว่า หมอกควันดังกล่าวมีที่มาจากอะไร แต่มีการสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากหมอกควันที่ผสมสารเคมีไม่ทราบชนิดที่ลอยมาจากทะเล แต่ยังไม่มีแหล่งข้อมูลที่แน่ชัด และยังอยู่ระหว่างการสืบสวน ขณะที่หน่วยกู้ภัยอีสต์ซัสเซ็กได้เข้าเคลียร์พื้นที่เพื่อรับมือกับ ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

ข้อมูลข่าวจาก China Xinhua News

DSI เรียกอดีตแกนนำกปปส.-คปท.รับทราบข้อกล่าวหากบฏ คดีชุมนุมเมื่อปี 2556

กรมสอบสวนคดีพิเศษ เรียกอดีตแกนนำกปปส.-คปท.รับทราบข้อกล่าวหากบฏข้อหาอื่นรวม 11 ข้อหา ในคดีชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2556

นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายสำราญ รอดเพชร นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด นายกิตติชัย ใสสะอาด อดีตกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) รท.แซมดิน เลิศบุตร เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนสำนักงานคดีอาญา 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

พร้อมด้วย น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความ ตามหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา คดีกบฏและข้อหาอื่นรวม 11 ข้อหา ในคดีชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม คปท. และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อปี 2556

น.ส.พวงทิพย์  ทนายความ เผยว่า คดีนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวกรวม 58 คน ถูก DSI สั่งฟ้องตั้งแต่ช่วงชุมนุมแล้ว ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับเพียงบางส่วน ซึ่งเป็นกลุ่มของนายสุเทพ ในส่วนของผู้ที่มารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้นั้น ศาลไม่ได้อนุมัติหมายจับให้ โดยให้เหตุผลว่า ทุกท่านอยู่ในอำนาจศาลอยู่แล้ว ในคดีก่อการร้ายช่วงชุมนุมพันธมิตร ทำให้ทาง DSI ออกหมายเรียกให้บุคคลที่ทางศาลยังไม่อนุมัติหมายจับให้มารายงานตัวในวันนี้

อ.แป้ง วอนสังคมเข้าใจ ปมโจ๋ขโมยเงินมาสักยันต์ หลังโดนโซเชียลสับเละ

อาจารย์แป้ง ใน จ.พะเยา ชี้แจงทั้งน้ำตาหลังถูกเพจชื่อดัง ระบุเป็นแหล่งมั่วสุมของเยาวชน จนถึงขนาดที่ขโมยเงินผู้ปกครองมาทำการสัก

วันนี้ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าว MThaiNews ประจำ จ.พะเยา ได้เดินไปพบ น.ส.กิรัตยา ทากิจ หรืออาจารย์แป้ง อายุ 39 ปี เจ้าของตำหนัก อาจารย์แป้ง ที่รับสักน้ำมัน ในพื้นที่บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 6 ต.บ้านตุ่น อ.เมืองพะเยา ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว หลังถูกร้องเรียนผ่านโซเซียล ในเพจแหม่มโพธิ์ดำ ที่ถูกระบุว่า เป็นสถานที่มั่วสุมของเด็กเยาวชน นักเรียนนักศึกษา ในการที่ปล่อยให้เยาวชนเข้าทำการสักและทำเครื่องรางของขลัง จนเป็นเหตุให้บางคนอาจติดโรคร้ายแรงนั้น

อาจารย์แป้ง ระบุว่า ตนเองได้ทำอาชีพการสักลักษณะนี้ มาเป็นระยะเวลากว่า 14 ปี แล้ว ซึ่งในการสักแต่ละครั้งจะมีเยาวชน มาทำการสักครั้งละ 2-3 คน และจะมีเพื่อนฝูงที่มาส่ง ซึ่งบางทีขณะที่นั่งรอเราก็ให้มารอในบริเวณบ้าน การสักจะเป็นการสักน้ำมัน ที่ตนเองได้ร่ำเรียนวิชามา ซึ่งจะมองไม่เห็น

โดยเยาวชนเราจะไม่มีการสักหมึกให้ เพราะรู้ดีว่ามันไม่ดี ในการสักแต่ละครั้งเด็กที่มาสัก เมื่อสักเสร็จแล้วก็จะเดินทางกลับ และการเรียกเก็บเงินก็จะเก็บเพียง 120 บาท ในส่วนของการที่ขโมยเงินผู้ปกครองมาทำการสักนั้นไม่ทราบจริงๆ และบางคนที่ไม่มีเงินเรายังทำการสักให้ฟรีและยังช่วยเหลือเขาอีก

ยืนยันว่าไม่ได้เป็นสถานที่มั่วสุมของเยาวชน และหลอกลวงให้เด็กงมงาย ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล วอนผู้ปกครองเห็นใจในการทำงานของตน และลูกศิษย์ที่มีสักน้ำมันกับอาจารย์ก็จะพร่ำสอนเขาตลอดเวลาขอให้ทำความดี และทำตนเป็นที่รักของคนอื่น ในส่วนของเด็กเยาวชนที่เสพยาบ้าและทำตนไม่ดีนั้น ไม่กล้าเข้ามาตำหนักนี้อย่างแน่นอน

นอกจากนั้นตนเองยังได้ช่วยส่งเสียเลี้ยงดูเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไม่สนใจให้ได้เรียนหนังสือ ดังนั้นจึงวอนให้สังคมเห็นใจ เพราะตนเองอยู่ตัวคนเดียวและประกอบอาชีพนี้เพื่อเป็นการทำมาหากิน ซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการก็จะมาเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดานั้นจะไม่มีลูกค้าเลย ซึ่งก่อนที่นักข่าวจะเดินทางกลับ อ.แป้ง ถึงกับหลั่งน้ำตากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากถูกสังคมโจมตีอย่างหนัก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >>> จี้ตรวจสอบด่วน! สำนักสักเถื่อน โผล่เมืองพะเยา