สาวเมืองชลผวา! คนร้ายบุกบ้าน ทุบกระจกรถโดยไม่ทราบเหตุ

สาววัย 33 ปี ผวาถูกมือดี บุกเข้าบ้านใช้ค้อนทุบกระจกรถยนต์ที่จอดไว้ในบ้านได้รับความเสียหายวอนตำรวจเร่งติดตามหวั่นเกรงไม่ปลอดภัย

นางสาวสุภาวดี ผลบุญ อายุ 33 ปี ได้ชี้จุดที่จอดรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า แจ็ส สีดำ หมายเลขทะเบียน ขฉ 6621 ชลบุรี ซึ่งจอดไว้ในบ้านเลขที่ 109/44 หมู่ที่ 1 ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี ได้มีชายนิรนาม ขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีบรอนซ์ทอง ตณ 2922 กรุงเทพมหานคร ที่เหมือนรถรับเหมาก่อสร้าง มาจอด แล้วเดินเข้ามาพร้อมค้อนตอกปู เข้ามาทุบกระจกหน้าและกระจกหลัง จนแตกเป็นรู ได้รับความเสียหาย จึงเดินทางเข้าแจ้งความต่อทางตำรวจภูธรแสนสุข

โดยผู้เสียหายเผยว่า กำลังจะขับออกไปทำงาน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสภาพรถ ไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาก่อเหตุ มาทำเพราะสาเหตุใด เนื่องจากตนและแฟนไม่เคยมีเรื่องกับใคร อยากฝากไปถึงคนร้ายทำไมมาทำแบบนี้ ให้คนอื่นเดือดร้อน น่าจะมาคุยกันดีๆ พร้อมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามคนร้ายโดยเร็ว

กระจกรถ, ข่าวจังหวัดชลบุรี, ข่าวสดวันนี้

ตอนนี้รู้สึกหวาดกลัวถึงความไม่ปลอดภัยในตัวเองและทรัพย์สิน ซึ่งจะดำเนินการให้ช่างมาติดกล้องวงจรปิด เพื่อที่จะสามารถบันทึกไว้เป็นหลักฐานได้ด้านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รู้ชื่อเจ้ารถคันก่อเหตุแล้ว โดยจะทำการออกหมายเรียก มาทำการสอบสวน เพื่อทราบถึงสาเหตุในครั้งนี้ต่อไป

กระจกรถ, ข่าวจังหวัดชลบุรี, ข่าวสดวันนี้

บุญทรง ไม่รอด ศาลฎีกาตัดสินจำคุก คดีขายข้าวจีทูจี

ศาลฎีกาพิพากษา อ่านคำพิพากษาสั่งจำคุก ‘บุญทรง’ 42 ปี คดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี

วันนี้(25 ส.ค.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงนักการเมือง,ข้าราชการ และเอกชน รวม 28 คน โดยมีคำสั่งรับโทษจำคุก 42 ปี ขณะที่นายภูมิ สาระผล จำคุก 36 ปี

ทั้งนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถูกอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าข่ายกระทำผิด มาตรา 157 และฐานใช้อำนาจทุจริตสร้างความเสียหาย เข้าข่ายกระทำผิด มาตรา 151 ตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำผิด พ.ร.บ.ฮั้วประมูล และพ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542

ลือสนั่น! ‘ยิ่งลักษณ์’ หนีออกจากไทยทางกัมพูชา ก่อนบินไปสิงคโปร์

ลือสนั่น! ‘ยิ่งลักษณ์’ ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีออกนอกประเทศ ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปสิงคโปร์ ด้าน “พล.อ.ประวิตร” ปัดฝ่ายมั่นคงรู้เห็นเป็นใจ

จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ 25 ส.ค. 2560 แต่ศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษา เนื่องจากจำเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน และมีอาการวิงเวียนศรีษะอย่างรุนแรง แต่ศาลไม่เชื่อว่าป่วยจริง รวมถึงจำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี จึงอนุมัติออกหมายจับ

ล่าสุดมีรายงานข่าวลือสะพัดว่า มีรถของราชการระดับสูงพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปยังประเทศกัมพูชาโดยใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เพราะติดภารกิจการประชุม และพบจากสื่อออนไลน์ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีหนีไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าหนีไปแล้วจริงๆ เพราะมีเส้นทางการหลบหนีหลายเส้นทาง

พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้รู้เห็นเป็นใจ หรือเปิดช่องทางให้มีการหลบหนี ซึ่งฝ่ายความมั่นคงก็ได้ติดตามและดูแลตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบต่อไปว่าใช้เส้นทางใดในหลบหนี ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่าหลบหนีไปเส้นทางใด

ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงกรณีการข่าวระบุว่า มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า หากรู้ว่าเป็นใคร จะต้องได้รับโทษตามกฎหมายและหากเป็นทหารก็ต้องสั่งปลดออกจากตำแหน่งทันที

อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการหลบหนีหรือไม่ เพราะมีการเผยแพร่ภาพที่มีการทำบุญผ่านโซเชียลก่อนหน้านี้ ซึ่งนับจากนี้ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะมีการตั้งทีมติดตามตัวหรือไม่นั้นไม่ทราบ