ตำรวจจับ 4 ผู้ต้องสงสัย คดีขับรถพุ่งชนคนในเมืองบาร์เซโลน่า ขึ้นศาลสเปน

ตำรวจจับ 4 ผู้ต้องสงสัย คดีขับรถพุ่งชนคนในเมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ขึ้นศาลสเปน 

ตำรวจนำตัวผู้ต้องสงสัย 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับคดีขับรถพุ่งชนคนในเมืองบาร์เซโลน่าและแคมบริลส์ ขึ้นศาลเมื่อวานนี้ โดยหนึ่งในผู้ต้องสงสัยยอมรับว่าวางแผนก่อเหตุระเบิดครั้งใหญ่ ผู้ต้องสงสัย 4 ราย ที่เกี่ยวข้องกับคดีขับรถพุ่งชนคนในเมืองบาร์เซโลน่า และเมืองแคมบริลส์ ของสเปน ถูกนำตัวไปขึ้นศาลในกรุงมาดริดเมื่อวานนี้ หลังจากที่นายยูเนส อาบูยาคูบ ผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีคนสุดท้ายถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในเขตซูบิแรตส์ ทางตะวันตกของบาร์เซโลน่า

นายโมฮัมเหม็ด ฮูลี เชมลัล หนึ่งในผู้ต้องสงสัยยอมรับระหว่างให้การต่อศาลว่า พวกเขาวางแผนที่จะก่อเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่เมืองบาร์เซโลนา ทั้งหมดจะถูกพิจารณาคดีโดยนายเฟอร์นันโด แอนดริว ผู้พิพากษาศาลสูงสเปน ซึ่งจะพิจารณาว่าควรจำคุกระหว่างพิจารณาคดี หรือปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข หรือไม่มีเงื่อนไข

โดยมีรายงานเบื้องต้นว่า อัยการได้ยื่นขอให้จำคุกนายเชมลัล และนายดริส อูคาบีร์ ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมในเมือง “อัลคานาร์” โดยไม่ให้ประกันตัว ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ ซึ่งสื่อสเปนรายงานว่าคือ นายโมฮัมเหม็ด อัลลา และนายซาลห์ เอล คาริบ ที่ถูกจับกุมตัวในเมือง “ริโปล” นั้น ยังคงไม่มีรายงานที่ชัดเจน

ขณะที่ตำรวจระบุว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นว่า นายอาบูยาคูบ ผู้ต้องสงสัย 1 ใน 12 คนที่หลบหนีไปได้ก่อนถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เป็นผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนกลุ่มคนในเขต “ลาส รัมบลาส” เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย ก่อนที่จะลงมือปล้นรถยนต์และใช้มีดแทงเจ้าของรถคันดังกล่าวจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย

ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คือเหยื่อที่ถูกกลุ่มคนร้ายก่อเหตุขับรถพุ่งชนในเมือง “แคมบริลส์” ซึ่งตำรวจสามารถวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 5 รายได้ก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้นมากกว่านั้น

ขณะที่กลุ่มรัฐอิสลาม หรือ IS ก็ออกมาประกาศว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ขับรถพุ่งชนกลุ่มคนทั้งในเมืองบาร์เซโลน่า และเมืองแคมบริลส์

สาวเดือดจัด! คว้าพลั่วทุบจยย.พังต่อหน้าตำรวจ หลังถูกยึดรถขี่ย้อนศร

สาวเดือดจัด! คว้าพลั่วทุบรถจักรยานยนต์พังต่อหน้าตำรวจ หลังถูกยึดรถขี่ย้อนศร 

วันนี้(23 ส.ค.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก “นู๋ หนุ่ย มัลลิกา รัตนเจริญ” ซึ่งได้โพสต์เผยภาพเหตุการณ์ขณะที่แฟนของผู้โพสต์ ขี่รถจยย.สกู๊ดเตอร์ส่งลูกไปโรงเรียน โดยขับขี่รถย้อนศร พอมาเจอตำรวจก็เรียกให้จอด พร้อมกับขอดูใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งแฟนของผู้โพสต์ก็บอกไม่มี โดยบอกว่าจะส่งลูกไปโรงเรียน ซึ่งตำรวจก็บอกว่ารถคันนี้ผิดไม่สามารถมาขี่บนทางสาธารณะได้ จึงยึดรถคันดังกล่าวไว้ ซึ่งแฟนผู้โพสต์ก็พยายามร้องขอตำรวจว่าแค่ขี่ไปส่งที่โรงเรียนเอง จนแฟนของผู้โพสต์ต้องเดินกลับไปเอารถอีกคันไปส่งลูก ขณะนั้นลูกก็ร้องว่าลุงตำรวจไม่ให้ไปโรงเรียน

หลังจากนั้นผู้โพสต์ก็เดินมาเพื่อเอารถคืน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่คืนให้ จากนั้นก็คุยกันไปมาแต่ตำรวจก็ไม่ยอมคืนรถให้ โดยบอกว่ารถแบบนี้ห้ามนำมาขี่บนถนนใหญ่ เพราะมันผิดกฎหมาย กระทั่งผู้โพสต์เกิดความโมโห เดินกลับไปเอาพลั่วแล้วมาที่รถ ก่อนจะถีบรถตัวเองจนล้ม แล้วลงมือใช้พลั่วกระหน่ำทุบไปที่รถจนพัง

ตีเองพังเอง ลงคลิปเอง (คลิปนี้ทางเราไม่ได้เป็นคนถ่ายนะคะ ทางคุณตำรวจเป็นคนถ่ายเอง พูดยั่วยุเอง) ไม่ได้ใหญ่มาจากไหน แต่นักเลงพอ รู้ว่าเราผิด เราย้อนศร แต่เราออกจากซอยบ้านมาไม่กี่เมตร เราก็พูดขอรถคืนดีๆแต่คุณยืนยันคำเดียวว่า ยึด คุณพูดจาจนลูกเราร้องไห้ แต่เราเข้าไปพูดขอดีๆ คุณไม่ถ่ายคลิป คุณถ่ายแต่ตอนที่เราพังรถ รถป๊อปห้ามขับถนนใหญ่ ถ้าขับไม่ได้จะเอาไว้ทำไม ก็พังสิคะ อีกอย่างคุณพูดอะไรกับลูกเรากรุณาระบุด้วย อย่าว่าแต่เราไม่ดี

ทั้งนี้ เมื่อคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตต่างเเชร์ส่งต่ออย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ออกเป็นสองเสียง บางความเห็นมองว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินเหตุ ส่วนอีกเสียงมองว่า สาวในคลิปวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ ควรระงับสติอารมณ์มากกว่านี้

คสช. ย้ำประเทศต้องสงบเรียบร้อย หลังตัดสินคดี ‘ยิ่งลักษณ์’

คสช. ยังไม่พบการเคลื่อนไหวผิดปกติวันตัดสิน ‘ยิ่งลักษณ์’ คดีจำนำข้าว ย้ำไม่ว่าผลการตัดสินเป็นอย่างไร หน้าที่สำคัญที่สุดคือทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ข้อมูลการข่าวยังไม่พบการเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือสุ่มเสี่ยงนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยในวันตัดสินคดีรับจำนำข้าว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ แต่อย่างใด

โดยหน่วยงานหลักที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ศาล และอำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจนั้น เป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งนี้ยืนยันไม่มีการสกัดกั้นหรือห้ามประชาชน มีเพียงการให้ข้อมูลทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อปฏิบัติเท่านั้น ส่วนเรื่องปริมาณของมวลชนที่จะมาต้องรอประเมินอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.)

ทั้งนี้ พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าศาลจะตัดสินออกมาในทิศทางใด เพราะถือเป็นดุลพินิจขององค์คณะผู้พิพากษา แต่ยืนยัน ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร หน้าที่สำคัญที่สุดของ คสช. คือการทำให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยที่สุด