ฮือฮา! ไฟไหม้บ้าน 2 ชั้นวอดทั้งหลังย่านนนทบุรี พบภาพพระราชินีไม่ได้รับความเสียหาย

เกิดเหตุไฟไหม้บ้าน 2 ชั้นวอดทั้งหลังย่านนนทบุรี พบภาพพระราชินีไม่ได้รับความเสียหาย เบื้องต้นทรัพย์สินภายในบ้านได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2560 ร.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ปันนิตามัย รอง สว.(สอบสวน) สภ.รัตนาธิเบศร์ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 6 ซ.สามัคคี ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงลงพื้นที่พร้อมด้วย พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก. นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี นำรถน้ำดับเพลิงจากเทศบาล จำนวน 6 คัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจากมูลนิธิร่วมกตัญญู รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ปลูกในเนื้อที่กว่า 100 ต.ร.ว. แสงเพลิงกำลังลุกไหม้จากชั้นบนลามลงมาชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ช่วยกันฉีดน้ำสกัดโดยใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่บ้านหลังดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งหลัง

สอบสวนทราบว่า เจ้าของบ้านคือ นางสมปราถนา มะลิซ้อน อายุ 60 ปี กำลังนั่งเล่นอยู่กับหลานชายวัย 2 ขวบ ส่วนลูกหลานคนอื่นออกจากบ้านแต่เช้าไปทำธุระข้างนอก ระหว่างนั้นนางปราถนาได้กลิ่นไฟเหม็นไหม้จากชั้นบน จนแสงเพลิงลามลงมาชั้นล่างอย่างรวดเร็ว จึงรีบพาหลานชายหนีตายออกมา ก่อนที่ชาวบ้านจะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ต่อมาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในบ้านพบว่าข้าวของเครื่องใช้ ทรัพย์สินภายในบ้านวอดวายเสียหายไปทั้งหมด แต่ที่น่าอัศจรรย์คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต ในรัชกาลที่ 9 กลับพบว่าไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดสร้างความประหลาดใจแก่เจ้าหน้าที่และเจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก ส่วนค่าเสียหายเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท

พายุโหมกระหน่ำ ทำต้นชะโนดล้มทับ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

เกิดพายุฝนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ต้นชะโนด ที่ยืนตายภายในวังนาคินทร์คำชะโนด ล้มทับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คืนวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดพายุฝนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ส่งผลให้ต้นชะโนดใกล้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ยืนตายภายในวังนาคินทร์คำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ถูกลมพายุพัดจนล้มลงทับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ส่งผลให้บ่อน้ำได้รับความเสียหาย บริเวณส่วนหัวรูปปั้นพญานาค และลำตัวที่ขอบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายเพิ่มขึ้น สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

น้ำแข็งในทะเลขั้วโลกเหนือละลายมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์หลายชนิด ทั้งยังกระทบห่วงโซ่อาหาร ชี้อาจถึงขั้นสูญพันธุ์

ทีมข่าวเอพี เดินทางสำรวจขั้วโลกเหนือ ด้วยเส้นทางเดินเรือสาย Northwest Passage หรือ เส้นทางเดินเรือตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ คือบริเวณที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังจะละลาย เมื่อความอบอุ่นในช่วงฤดูร้อนทวีความรุนแรงขึ้น น้ำแข็งในทะเลลดลงพร้อมกับการหายไปของนักล่า และที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ อย่างเช่น วอล์รัส, หมีขั้วโลก และสายพันธุ์ของแมวน้ำจำนวนมาก

พอลา วอน เวลเลอร์ นักชีววิทยาภาคสนาม ระบุว่า บางส่วนของสัตว์เหล่านี้ ซึ่งอาศัยอยู่กับน้ำแข็ง จะไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น การที่น้ำแข็งค่อยๆ หายไป จึงส่งผลกระทบต่อสัตว์และห่วงโซ่อาหารอย่างแน่นอน หน่วยงานดูแลสัตว์ป่าและปลา ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า หมีขั้วโลกใกล้จะสูญพันธุ์เนื่องจากการหายไปของน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งขณะนี้ ประชากรหมีขั้วโลกมีอยู่ประมาณ 2 หมื่น 6 พันตัว

มาตุซี่ แมนนิ่ง ชาวเอสกิโมจากเกาะแบฟฟิน พรมแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดากับกรีนแลนด์ ที่ฝึกงานบนเรือตัดน้ำแข็ง MSV นอร์ดิกา บอกว่า เขาเจอหมีขั้วโลกตัวหนึ่งระหว่างการเดินทาง แมนนิ่ง ระบุว่า มีสิ่งหนึ่งที่เขาเห็นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นั่นก็คือมีวาฬเพชรฆาตมากขึ้น เมื่อ 15 หรือ 25 ปีก่อนยังไม่มีอะไรเลย แต่ตอนนี้เราพบมันได้ทุกช่วงฤดูร้อน และโดย ทั่วไปมันจะกินแมวน้ำทั้งหมด หรือแม้แต่จู่โจมเรือ

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังส่งมีผลต่อวิธีการสำรวจหาน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติด้วย เนื่องจากปัจจุบัน มนุษย์เสี่ยงภัยมากขึ้นในการเดินทางไปยังขั้วโลกเหนือ เพื่อเสาะหาแหล่งแร่และเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ๆ การรั่วไหลของน้ำมันจากแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ดำเนินการในพื้นที่ห่างไกลเป็นสาเหตุสำคัญที่นักสิ่งแวดล้อมมีความกังวล โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดเหตุภัยพิบัติจากเรือขนน้ำมัน แอกซอน วัลเดซ เมื่อปี 2532

ชาร์ลส์ ลาติเมอร์ ผู้จัดการโครงการของกลุ่มกรีนพีซ ระบุว่า ขณะที่โลกร้อนขึ้นและน้ำแข็งละลายมากขึ้น บรรดาบริษัทน้ำมันก็กำลังหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อเจาะน้ำมันมากและลึกขึ้นในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นไม่เอื้อให้เกิดการตอบสนองอย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล ซึ่งสำคัญมากสำหรับโลกและคนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณนั้นๆ

นอกจากนี้ เสียงดังใต้น้ำที่เกิดจากการระเบิดหรือขุดเจาะยังสามารถทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูญเสียการรับรู้และเดินทางในทะเล อย่างเช่น วาฬ ซึ่งใช้เสียงในการสื่อสารและนำทาง นอกจากนี้สัตว์อื่นๆ ที่มีขนาดเล็กกว่ายังอาจได้รับผลกระทบในการสืบพันธุ์อีกด้วย