ตำรวจเผยภาพกล้องวงจรปิด โจรปล้นธนาคารธนชาต ชิงเงิน 2 แสน จ่อขอหมายจับ

ผบช.น. เผย จ่อขอหมายจับคนร้ายชิงเงินธนาคารธนชาตตามภาพวงจรปิด ข้อหาชิงทรัพย์ พร้อมเร่งตรวจสอบทะเบียนรถ จยย. ที่ขับหลบหนี

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามจับกุมตัวคนร้ายหาที่ก่อเหตุจี้ชิงเงินธนาคารธนชาต สาขาพระราม 3 ได้เงินไปกว่า 2 แสนบาทก่อนหลบหนีว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร โดยฝ่ายสืบสวนพบภาพวงจรปิดหลังก่อเหตุ เห็นคนร้ายเดินย้อนเส้นทางกลับไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เพื่อขับขี่หลบหนีไป ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบเลขทะเบียนว่าเป็นของจริงหรือของปลอม และบุคคลใดเป็นเจ้าของ

ส่วนเรื่องการแต่งกายคล้ายพนักงานรับส่งเอกสาร ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคนร้ายประกอบอาชีพนี้หรือไม่ เนื่องจากการสวมเสื้อแจ็คเก็ตในลักษณะนี้ใครๆ ก็สามารถสวมใส่ได้ ส่วนการตรวจสอบภาพวงจรปิดเชื่อว่าวันนี้จะเห็นภาพใบหน้าได้ชัดเจนขึ้น

ซึ่งจากการสอบปากคำพยานรายหนึ่ง ทราบว่าก่อนวันเกิดเหตุ คนร้ายได้ทำทีเป็นลูกค้าเข้าไปดูลาดเลาในธนาคารมาแล้ววันหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำธุรกรรมใดๆ ก่อนกลับออกไป ทั้งนี้จากการแกะรอยเชื่อว่าไม่ใช่คนในละแวก เนื่องจากมีการขับขี่รถออกไปในหลายเส้นทางซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าไปสิ้นสุดเส้นทางที่ใด

โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร จะไปขออนุมัติศาลออกหมายจับคนร้ายรายนี้ตามภาพวงจรปิด ในข้อหาชิงทรัพย์ข้อหาเดียวก่อน ส่วนเรื่องอาวุธปืนเนื่องจากยังตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นปืนจริงหรือปลอม จึงยังไม่ได้แจ้งข้อหาดังกล่าว ซึ่งจากข้อมูลพยานหลักฐานที่มีจนถึงขณะนี้ ทำให้เชื่อว่าจะมีข่าวดีใน 1-2 วันนี้

ด้าน พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ รอง ผบช.น. เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น ถึงความคืบหน้า เหตุคนร้ายบุกจี้ชิงเงินธนาคารธนชาต สาขาบางโคล่ ได้เงินสดไปจำนวนกว่า 2 แสนบาทก่อนหลบหนี ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ในลักษณะไล่เส้นทางก่อนและหลังคนร้ายจะเข้าก่อเหตุ ซึ่งชุดสืบสวนทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากล้องวงจรปิดจะเห็นหน้าคนร้ายไม่ชัดเจน เนื่องจากคนร้ายก้มหน้า แต่คาดว่ากล้องบางตัวน่าจะสามารถเห็นหน้าเพราะคนร้ายไม่สวมหมวกปิดบังใบหน้า นอกจากนี้ยังเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนที่เคยมาที่ธนาคารเนื่องจากดูลักษณะเป็นคนที่คุ้นเคย

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.สุรชัย ยืนยันว่าจะสามารถจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้แน่นอน แต่ต้องให้ระยะเวลาเจ้าหน้าที่ในการทำงาน สืบหาข้อมูลก่อน

‘ประวิตร’ พบเก๋งพา ‘ยิ่งลักษณ์’ หนีออกสระแก้วไร้ภาพCCTV

“พล.อ.ประวิตร” พบ “ยิ่งลักษณ์” หลบหนีออกนอกประเทศผ่าน จ.สระแก้ว เร่งสอบ พร้อมโต้เพื่อไทย ยันรัฐบาลไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางการหลบหนีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก พบภาพการเดินทางถึงด่านทหารสระแก้ว แต่ไม่ปรากฎขบวนรถที่ใช้หลบหนีบริเวณจุดผ่านแดนประเทศ จึงจะต้องนำคนขับรถมาสอบสวนต่อไป และทราบว่าใช้รถเก๋งในการหลบหนี อย่างไรก็ตามในเส้นทางดังกล่าวก็ยังมีเส้นทางอื่นที่ใช้หลบหนีได้ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบ

ส่วนกรณีที่ที่พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ ให้รัฐบาล และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พล.อ.ประวิตร ย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ไม่ทราบว่าการออกแถลงการณ์ดังกล่าวจะหวังผล ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่รวมถึงไม่มีการแทรกแซง คดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ ของนายพานทองแท้ ชินวัตร อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวานที่ผ่านว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี มีการหารืออย่างครอบคลุม ทั้ง เรื่องเศรษฐกิจปัญหายาเสพติด และหารือถึงเรื่องปักปันเขตแดน และหากจุดใดที่ยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่สามารถเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมได้ หากจุดใดที่ดำเนินการเสร็จแล้ว ก็ดำเนินการได้ทันที ซึ่งที่ผ่านสามารถปักปันได้แล้ว 73 หลักเขต ยังเหลืออีก 5 หลักเขต พร้อมปฏิเสธ ว่าไม่มีการหารือนอกรอบกับ พล.อ.เตีย บัญ และไม่ได้หารือเรื่องเขาพระวิหาร

รัฐบาล เตรียมจัดเก็บภาษี แหล่งน้ำสาธารณะ หวังให้ทุกคนเท่าเทียม

ภาษีแหล่งน้ำสาธารณะ มาตรการใหม่จากรัฐบาล หวังสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม ด้านกลุ่มเกษตรกร บุรีรัมย์ไม่เห็นด้วย หากจะทำจริงควรเก็บกับธุรกิจหรือทำเพื่ออุตสาหกรรม ควรยกเว้นเกษตรกร

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรนํ้า ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มีเสนอร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรนํ้าฉบับใหม่ ให้กับทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาแล้ว โดยขณะนี้อยู่ในสาระที่ 2 ของการพิจารณา

โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ดังกล่าว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเก็บภาษี (เพิ่ม) จากผู้ที่ใช้น้ำสาธารณะ ที่หมายถึง แม่น้ำ ลำคลอง บึง แหล่งน้ำใต้ดิน ทะเลสาบ และแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ ทั้งที่รัฐจัดสร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อให้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ซึ่งสาเหตุที่ต้องมีการจัดเก็บภาษีแหล่งน้ำสาธารณะนั้นก็เพื่อความเท่ากันของคนในสังคม อีกทั้งยังเป็นการปิดช่องโหว่จากกฎหมายของกรมชลประทานและน้ำบาดาลที่ไม่สามารถครอบคลุมถึง เพราะปัจจุบันเห็นว่ายังมีผู้ผลิตเกษตรเชิงพาณิชย์ ผู้ประกอบการรีสอร์ต รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่างสูบน้ำไปใช้ในกิจการอย่างเสรี ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงมีการร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นมาบังคับใช้

สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีการใช้น้ำสาธารณะแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไป ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า
2. การใช้นํ้าเพื่อประกอบธุรกิจการเกษตร เลี้ยงสัตว์ เพื่อการพาณิชย์ เสียค่านํ้าอัตราลูกบาศก์เมตรละไม่เกิน 50 สตางค์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาหรือกิจการอื่น เก็บค่านํ้าในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 1 – 3 บาท

และ 3. สำหรับกิจการขนาดใหญ่ ได้แก่ สนามกอล์ฟ โรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และธุรกิจขายนํ้าดิบเชิงพาณิชย์ จะเก็บค่านํ้าอัตราลูกบาศก์เมตรละ 3 บาท

ทั้งนี้เมื่อกระแสข่าวดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักบ้านโนนสวรรค์ ตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กลุ่มเกษตรกร

หากจะมีการจัดเก็บควรจะเป็นกลุ่มที่ประกอบธุรกิจ หรือเพื่ออุตสาหกรรม ควรจะมีการยกเว้นให้กับกลุ่มเกษตรกร เพราะปัจจุบันเกษตรกรก็เสี่ยงทั้งเรื่องภาวะราคาและภัยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงอยากให้รัฐบาลได้มีการทบทวนการออกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร